Sanook.com ขายให้จีน 341 ล้านบาท

ข่าวใหญ่แบบนี้ ไม่แชร์ลง SL Click Biz! คงไม่ได้ เพราะเว็บไซต์อันดับหนึ่งของไทย Sanook.com ที่ถูกบริษัทสัญชาติจีน Tencent ซื้อหุ้นไปด้วยมูลค่าเพียง 10.5 ล้านหรือประมาณ 341 ล้านบาท หากได้ตามข่าวใน Manager จะเห็นข่าวที่ล้วงลึกกันถึงตับ..ใต..ไส้..พุง ว่าเหตุใด Sanook ถึงขายในราคาที่ถูก หรือว่าเป็นเพราะ Sanook ขาดทุนสะสมมานานหลายปี? เรื่องนี้ขอ no comment แต่อ่านจากข่าวด้านนี้กันเองดีกว่า

“บริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด”ขาดทุนสะสมเกิน 1,000 ล้านเหรียญมานานกว่า 3 ปีแม้จะสามารถทำกำไรขั้นต้นในแต่ละไตรมาสได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นักสังเกตการณ์เชื่อว่าบริษัทจีนมองเห็นศักยภาพของสนุกดอทคอมในการเป็นทาง ลัดเพื่อขยายฐานตลาดทั่วเอเชีย และการซื้อขายหุ้นครั้งนี้จะส่งให้การแข่งขันในตลาดออนไลน์ไทยเข้มข้นขึ้น แน่นอน

ผลของการซื้อขาย คือหุ้นของสนุกกว่า 2,496 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 49.92% ของบริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด ซึ่งบริษัท เอ็มเว็บ พอร์ทัล (ประเทศไทย) จำกัดถืออยู่ ได้ตกไปอยู่ในมือยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการเว็บท่าหรือ Web Portal แดนมังกรนามว่าเท็นเซ็นต์ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเด็นที่เกิดขึ้นได้รับความสนใจจากคนไทยอย่างมาก เนื่องจากสนุกดอทคอมนั้นมีดีกรีเป็นเว็บไซต์ไทยที่มีเพจวิวสูงที่สุดใน ประเทศ

ข้อมูลจากทรูฮิตส์ (truehits.net) ระบุว่าปริมาณการใช้งาน sanook.com ในเดือนกรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมานั้นสูงถึง 2,522,940 เพจวิว สูงที่สุดในบรรดาเว็บไทยแต่เป็นอันดับ 6 ของประเทศเพราะแพ้ทางเว็บต่างชาติอย่าง Google (ทั้ง .com และ .co.th), YouTube, Windows Live และ Facebook

ที่ผ่านมา บริการของสนุกดอทคอมนั้นครอบคลุมทั้งส่วนความบันเทิง ข้อมูลข่าวสาร บริการชุมชนคนออนไลน์ และบริการอีคอมเมิร์ช มีรายได้จากธุรกิจโฆษณาออนไลน์บนเว็บท่า, เกมออนไลน์, ลงประกาศ รวมถึงบริการทางโทรศัพท์มือถือ การที่บริษัทจีนเทเงินซื้อหุ้นสนุกดอทคอมย่อมจะทำให้บริการเหล่านี้เปลี่ยน แปลงไปในอนาคต

ทำไมซื้อ ทำไมขาย (ถูก) ?

รายงานข่าวเบื้องต้นระบุว่า การซื้อหุ้นสนุกดอทคอมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ขยายตลาดในเอเชียของ เท็นเซ็นต์ ก่อนหน้านี้ เท็นเซ็นต์ได้ซื้อบริษัท Comsenz ผู้ให้บริการเว็บบอร์ดออนไลน์และเครือข่ายสังคมของจีน โดยผู้บริหารสนุกบอกว่า การเข้าซื้อหุ้นสนุกจะทำให้เท็นเซ็นต์สามารถส่งต่อความรู้ความชำนาญแก่สนุก ดอทคอมได้

นี่อาจเป็นเพียงเหตุผลส่วน เดียวที่ทำให้เอ็มเว็บตัดสินใจขายหุ้น เพราะจากการตรวจสอบงบดุลและงบกำไรขาดทุนของสนุก เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้สนุกตัดสินใจขายหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งในราคาเพียง 10.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับดีกรีเว็บไทยอันดับ 1) กลับพบว่าสนุกมีตัวเลขการขาดทุนสะสม 1,325 ล้านบาท (ตัวเลขไตรมาส 1 ปี 53) ทั้งที่สามารถทำกำไรขั้นต้นได้เพิ่มขึ้นทุกปี

ตัวเลขขาดทุนไตรมาส 1 ปี 53 ถือว่าดีกว่าตัวเลขขาดทุนสะสมในปี 52 ซึ่งสนุกดอทคอมขาดทุนสะสมถึง 1,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 50 ที่ขาดทุน 1,241 ล้านบาท

ส่วนหนึ่งที่ทำให้สนุกขาดทุนสูงผิดปกติในปี 52 คือตัวเลขขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ต้นทุนการให้บริการเพิ่ม โดยในส่วนของรายได้ ไตรมาสแรกของปี 53 สนุกสามารถทำรายได้ราว 177 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 52 ที่ทำได้ 162 ล้านบาท แต่ยังน้อยกว่าปี 51 ที่สนุกทุบยอดขายได้ถึง 184 ล้านบาท

ตัวเลขรายได้ที่ค่อนข้างสวยงามนี้เองส่งให้สนุกมีกำไรขั้นต้นเพิ่ม ขึ้นจาก 22 ล้านบาทในปี 51 มาเป็น 35 ล้านบาทในปี 52 และเป็น 48 ล้านบาทในปี 53 จุดนี้เองที่ทำให้เท็นเซ็นต์ยอมเสี่ยง เพราะมองเห็นคุณค่าของสนุกในการเป็นพันธมิตรชั้นยอดเพื่อรุกตลาดนอกประเทศ จีน

แหล่งข่าวในวงการอินเทอร์เน็ตให้ความเห็นว่า สนุกนั้นมีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ ทำให้เท็นเซ็นต์ประหยัดเวลาในการสร้างฐานตลาดได้ ขณะ เดียวกันสนุกก็มีศักยภาพสูงเพราะมีคอนเทนท์และบริการใหม่ตลอดเวลา เช่นการร่วมกับอีเบย์ให้บริการ shopping.co.th มีการร่วมมือกับทีวีไดเร็คเพื่อผลักดันบริการจากโลกออนไลน์มาสู่ออฟไลน์

“ที่ผ่านมา จีนมีบทบาทต่อการพาณิชย์ประเทศไทยเยอะมาก การซื้อสนุกจะทำให้จีนมีบทบาทในวงการอินเทอร์เน็ตไทยมากขึ้น จากก่อนนี้ที่เป็นประเทศอย่างญี่ปุ่น เช่นราคุเทนที่มาซื้อหุ้นตลาดดอทคอมไป ตรงนี้ในแง่ทุนนิยมต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และน่ายินดีกับสนุกเพราะจีนก็เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ มาก ขณะที่คู่แข่งอย่างกระปุกดอทคอม เมื่อรู้ถึงดีลที่เกิดขึ้นก็ต้องตื่นตัวเพื่อพัฒนาแผนมาสู้กัน ก็จะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค”

ระวังการครอบงำ

“หน้าที่ของรัฐนับจากนี้ ก็คือต้องดูแลไม่ให้ต่างชาติเข้ามาครอบงำอุตสาหกรรม และให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมที่เสรี รัฐบาลต้องต้อนรับการลงทุนลักษณะนี้อยู่แล้ว เพราะจะเป็นอีกทางที่ทำให้คนได้มีความรู้ความชำนาญเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสเกิด Technology Transfer ซึ่งจะทำให้คนไทยเก่งขึ้น” แหล่งข่าวระบุ

สำหรับโครงสร้างบริษัทหลังการซื้อขายหุ้น รายงานชี้ว่าเท็นเซ็นต์จะได้สิทธิเข้ามาบริหารและสามารถเข้าเป็นคณะกรรมการ บริหาร (บอร์ด) 2 ตำแหน่งในสนุกดอทคอม โดยทีมผู้บริหารในประเทศไทยล่าสุดยังเป็นซีอีโอคนเดิมคือ “ต่อบุญ พ่วงมหา”

ก่อนหน้านี้ ต่อบุญยืนยันเสมอว่าเงินที่หมุนเวียนในวงการออนไลน์เมืองไทยนั้นมีแนวโน้ม เติบโตสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะธุรกิจตลาดกลางซื้อขายออนไลน์ของสนุกนามว่า shopping.co.th นั้นมียอดขายอยู่ที่ 200-300 ล้านบาทต่อปี ยอดจำนวนร้านค้าราว 3,000 ร้าน เพิ่มขึ้นกว่า 50-60% จากปี 52 ยอดผู้ซื้ออยู่ที่ราว 300,000 ราย จำนวนเพจวิวอยู่ที่ 1 ล้านเพจวิวต่อวัน

นอกจากสนุกดอทคอม เท็นเซ็นต์ได้จ่ายเงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,750 ล้านบาทเพื่อถือหุ้น 10% ในกลุ่มทุนนาม Digital Sky Technologies ซึ่งเป็นบริษัทออนไลน์รัสเซียด้วย ทั้งหมดเป็นสัญญาณว่าเท็นเซ็นต์จะสยายปีกธุรกิจออนไลน์ในตลาดโลกอย่างจริง จัง

โฆษณาออนไลน์ครึ่งปีแรก 2553 และคาดการณ์ในอนาคต

ท่ามกลางภาวะความผันผวนทางการเมือง โฆษณาออนไลน์ของไทยในช่วงครึ่งปีแรกก็ยังโตอย่างต่อเนื่อง และในการเติบโตนั้น เราได้สังเกตเห็นประเด็นที่น่าสนใจ และปัจจัยหลายปัจจัยเข้ามากระทบกับวงการโฆษณาออนไลน์บ้านเราอย่างเห็นได้ชัด

เม็ดเงินในโฆษณา Search Advertising โตขึ้นเป็นเท่าตัว

ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ สินค้าหลายประเภทที่ผู้บริโภคต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อมาก ไม่ว่าจะเป็นหมวดท่องเที่ยว สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ต่างใช้เงินโฆษณาใน Search Engine Advertising เพิ่มเป็นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 แม้ตัวเลขจะสูง แต่ก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะในแง่ของผู้บริโภคแล้วก็ต่างใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าเหล่านี้ โดย Search Engine เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยค้นหาข้อมูล พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไทยเท่านั้น แต่เป็นไปตามแนวโน้มพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับการสำรวจของ Google อีกด้วย

ส่วนสินค้าในหมวดอุปโภคบริโภค และการเงิน ก็เริ่มตื่นตัว แต่เนื่องจากปริมาณการใช้เดิมยังไม่มากเท่าไร ภาพการเติบโตจึงยังไม่ชัด เชื่อว่าครึ่งปีหลังนี้เราจะได้เห็นสินค้าบริการกลุ่มนี้ใช้เม็ดเงินโฆษณาใน Search Advertising มากขึ้น

Facebook ฮิตติดลมบน ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องธุรกิจ

เราคงรู้สึกได้ว่า ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเราใช้เวลากับการเข้า Facebook มากเหลือเกิน และมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ iPhone หรือ Blackberry  ณ ปัจจุบันนี้คนไทยเราใช้ Facebook กว่า 4.2 ล้านคนแล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับเดือน มิ.ย. 2552 ตัวเลขนี้โตขึ้นมาถึง 7 เท่าตัวเลยทีเดียว หรือถ้าเทียบกับช่วงต้นปี จำนวนผู้ใช้งานนี้ก็มากกว่าตัวเลขผู้ใช้งานในเดือน ม.ค. 2553 เป็นเท่าตัว จึงคงปฏิเสธได้ยากว่าในแง่การใช้งานส่วนตัวแล้ว Facebook นี้ฮิตจริงๆ

ในฝั่งของนักการตลาดบ้านเราก็มีการปรับตัวเร็ว ถึงปัจจุบันมีสินค้าบริการในเมืองไทย กว่า 100 แบรนด์แล้วที่หันมาทำหน้า Fan Page เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อพูดคุยกับลูกค้า บางบริษัทที่ผ่านช่วงลองผิดลองถูกมาแล้วก็เริ่มมีแนวทางที่ชัดขึ้น และเริ่มวางมาตรการ นโยบาย วิธีการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางช่องทางนี้เป็นการเฉพาะกันเลยทีเดียว

นักการตลาดจำนวนมาก เล็งเห็นข้อดีของการส่งต่อ บอกต่อ และกระจายตัวที่รวดเร็วของ Facebook Application และได้ฉกฉวยโอกาสนี้ในการใช้ Facebook Application เป็นเครื่องมือในการแนะนำสินค้าใหม่ให้คนได้รู้จัก ตัวอย่างความสำเร็จของ Oishi Maneki Neko ที่ถูกยกเป็นกรณีศึกษากันมากช่วงต้นปี ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็น Application ใหม่ๆ และถูกทยอยนำออกสู่สายตาของผู้ใช้งาน Facebook ไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น

• Daily Menu by Nutrilite: http://apps.facebook.com/nutrilitedailymenu
• Acer Innovation Unlock: http://apps.facebook.com/innovation-unlock
• My DELL My Design: http://apps.facebook.com/mydellmydesign

ยังเป็นที่เชื่อได้ว่า การโฆษณาผ่านทาง Facebook นี้ ยังจะคงความเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าเราอาจจะได้เห็นการพ่วงเอาเทคโนโลยีการสื่อสารกับอุปกรณ์พกพา เช่นโทรศัพท์มือถือ หรือการนำไปผสานกับแคมเปญการตลาดผ่านสื่อออฟไลน์ และหรืองานอีเว้นท์ทางการตลาดต่างๆ อย่างจะแจ้งมากขึ้น

บทความจาก มายด์แชร์ เอเยนซี่เครือข่ายด้านการตลาดและการสื่อสาร
โดย ศิวัตร เชาวรียวงษ์ (siwat@minteraction.net)