<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SL Click Biz &#187; ความรู้การตลาดออนไลน์</title>
	<atom:link href="http://www.slclickbiz.com/category/internet-marketing-webdesign-programming/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.slclickbiz.com</link>
	<description>บริการให้คำปรึกษาทางด้านการตลาดออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน Internet Marketing, Search Engine Marketing, Social Media Marketing ติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ 0865433840 : Internet Marketing Consultant by SL Click Biz</description>
	<lastBuildDate>Mon, 16 Jan 2012 04:41:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>Facebook เล็งขยายธุรกิจแข่ง Groupon</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/facebook-groupon/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/facebook-groupon/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Mar 2011 06:19:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Groupon]]></category>
		<category><![CDATA[กรุ๊ปออน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวไอที]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=316</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยจำนวนสมาชิกผู้ใช้งาน Facebook อยู่เป็นประจำมากกว่า 500 ล้านรายทั่วโลก ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสที่จะทำธุรกิจกับผู้ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ โดยล่าสุด ทางบริษัทจะทดลองโปรแกรมการตลาดด้วยการให้ส่วนลดที่มากกว่า และข้อเสนอพิเศษสำหรับสินค้า และบิรการกับผู้ใช้ Facebook โดยในช่วงแรกจะเปิดให้บริการในรัฐแอตแลนต้า ซานฟรานซิสโก ซานดิเอโก ดัลลัสแอนด์ออสติน และเท็กซัส สำหรับ รูปแบบการให้บริการ Facebook จะรวบรวมข้อเสนอ (deals) ไว้บนเว็บไซต์ ร่วมกับเว็บไซต์ที่ให้บริการลดราคาเมื่อซื้อเป็นกลุ่ม (group discount provider) อย่าง Gilt City, Tipper, KGB Deal และ Zozi ซึ่งงานนี้เป็นการจับมือระหว่างยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook กับกลุ่มธุรกิจคู่แข่งที่เป็นรอง Groupon นั่นเอง โดยบริการใหม่ (ที่คล้าย Groupon) ของ Facebook นี้จะเป็นการต่อยอดจากบริการที่ให้ส่วนลดกับสมาชิก และราคาพิเศษ เมื่อพวกเขาเข้าไปเช็คอินด้วยบริการ Facebook Places ตามสถานที่ต่างๆ ที่เข้าร่วมโปรแกรมการตลาดนี้ ปัจจุบัน Facebook ได้เพิ่มขยายคุณสมบัติการทำงานของเว็บไซต์นอกเหนือจากการเป็นเครือข่าย และสื่อสังคม โดยล่าสุดทางบริษัทก็เพิ่งจะเปิดให้ผู้ใช้ Facebook สามารถเช่าภาพยนต์ดิจิตอลจาก Warner Bros [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยจำนวนสมาชิกผู้ใช้งาน Facebook อยู่เป็นประจำมากกว่า 500  ล้านรายทั่วโลก  ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสที่จะทำธุรกิจกับผู้ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ  โดยล่าสุด ทางบริษัทจะทดลองโปรแกรมการตลาดด้วยการให้ส่วนลดที่มากกว่า  และข้อเสนอพิเศษสำหรับสินค้า และบิรการกับผู้ใช้ Facebook  โดยในช่วงแรกจะเปิดให้บริการในรัฐแอตแลนต้า ซานฟรานซิสโก ซานดิเอโก  ดัลลัสแอนด์ออสติน และเท็กซัส</p>
<div><img src="http://www.arip.co.th/images/news/facebook/1/facebook-test-daily-deal-service-Groupon-style-2.jpg" alt="" width="494" height="170" /></div>
<p>สำหรับ รูปแบบการให้บริการ Facebook จะรวบรวมข้อเสนอ (deals) ไว้บนเว็บไซต์  ร่วมกับเว็บไซต์ที่ให้บริการลดราคาเมื่อซื้อเป็นกลุ่ม (group discount  provider) อย่าง Gilt City, Tipper, KGB Deal และ Zozi  ซึ่งงานนี้เป็นการจับมือระหว่างยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook  กับกลุ่มธุรกิจคู่แข่งที่เป็นรอง Groupon นั่นเอง โดยบริการใหม่ (ที่คล้าย  Groupon) ของ Facebook นี้จะเป็นการต่อยอดจากบริการที่ให้ส่วนลดกับสมาชิก  และราคาพิเศษ เมื่อพวกเขาเข้าไปเช็คอินด้วยบริการ Facebook Places  ตามสถานที่ต่างๆ ที่เข้าร่วมโปรแกรมการตลาดนี้ ปัจจุบัน Facebook  ได้เพิ่มขยายคุณสมบัติการทำงานของเว็บไซต์นอกเหนือจากการเป็นเครือข่าย  และสื่อสังคม โดยล่าสุดทางบริษัทก็เพิ่งจะเปิดให้ผู้ใช้ Facebook  สามารถเช่าภาพยนต์ดิจิตอลจาก <strong>Warner Bros</strong> เพื่อรับชมทาง Facebook Pages เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/facebook-groupon/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กูเกิ้ลฟันธงสมาร์ทโฟนโค่นบัลลังก์พีซี</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b9%82%e0%b8%9f%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b9%82%e0%b8%9f%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Feb 2011 06:24:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Google]]></category>
		<category><![CDATA[MWC 2011]]></category>
		<category><![CDATA[PC]]></category>
		<category><![CDATA[smart phone]]></category>
		<category><![CDATA[กูเกิ้ล]]></category>
		<category><![CDATA[พีซี]]></category>
		<category><![CDATA[มือถือ]]></category>
		<category><![CDATA[สมาร์ทโฟน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=319</guid>
		<description><![CDATA[Eric Schmidt ซีอีโอของ Google ได้ออกมาฟันธงกลางงานนี้ว่า ในที่สุดแล้ว &#8220;โมบายโฟน ก็คือ พีซ๊รุ่นใหม่ (สำหรับผู้บริโภค)&#8221; ซึ่งจากแนวโน้มของการที่สมาร์ทโฟนแซงหน้ายอดขายพีซี ก็พอจะแสดงให้เห็นแนวโน้มดังกล่าวได้ โดยเมื่อวานนี้ Schmidt ได้ขึ้นกล่าวในงาน Mobile World Congress 2011 ว่าด้วยเรื่องราวกระแสของ Android ที่ได้รับการสนับสนุนมากมายจากผู้ผลิตอุปกรณ์ ตลอดจนโอเปอเรเตอร์ และนักพัฒนาแอพฯ Schmidt กล่าวว่า ปัจจุบัน Android ระบบปฏิบัติการของ Google มีสถิติการแอคทิเวตเฉลี่ย 300,000 เครื่องต่อวัน ในขณะที่มีสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตมากกว่า 100 รุ่นที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android โดยมีคู่แข่งอย่าง iOS ระบบปฏิบัติการสำหรับ iPhone และ iPad ของ Apple และ Windows Phone 7 ของ Microsoft &#8221;ยอดขายสมาร์ทโฟนแซงหน้าพีซีไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งพีซีไม่สามารถตามทันกระแสนี้ได้ สมาร์ทโฟนคืออนาคตของเกมส์ และการใช้งานแอพพลิเคชันต่างๆ ในทุกๆ อย่างที่เราคิด&#8221; เขากล่าว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Eric Schmidt ซีอีโอของ Google ได้ออกมาฟันธงกลางงานนี้ว่า ในที่สุดแล้ว  &#8220;โมบายโฟน ก็คือ พีซ๊รุ่นใหม่ (สำหรับผู้บริโภค)&#8221;  ซึ่งจากแนวโน้มของการที่สมาร์ทโฟนแซงหน้ายอดขายพีซี  ก็พอจะแสดงให้เห็นแนวโน้มดังกล่าวได้</p>
<p>โดยเมื่อวานนี้ Schmidt ได้ขึ้นกล่าวในงาน Mobile World Congress 2011  ว่าด้วยเรื่องราวกระแสของ Android  ที่ได้รับการสนับสนุนมากมายจากผู้ผลิตอุปกรณ์ ตลอดจนโอเปอเรเตอร์  และนักพัฒนาแอพฯ Schmidt กล่าวว่า ปัจจุบัน Android ระบบปฏิบัติการของ  Google มีสถิติการแอคทิเวตเฉลี่ย 300,000 เครื่องต่อวัน  ในขณะที่มีสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตมากกว่า 100  รุ่นที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android โดยมีคู่แข่งอย่าง iOS  ระบบปฏิบัติการสำหรับ iPhone และ iPad ของ Apple และ Windows Phone 7 ของ  Microsoft &#8221;ยอดขายสมาร์ทโฟนแซงหน้าพีซีไปเรียบร้อยแล้ว  ซึ่งพีซีไม่สามารถตามทันกระแสนี้ได้ สมาร์ทโฟนคืออนาคตของเกมส์  และการใช้งานแอพพลิเคชันต่างๆ ในทุกๆ อย่างที่เราคิด&#8221; เขากล่าว  &#8220;ในที่สุดแล้ว คุณใช้มือถือเป็นเหมือนพีซีเครื่องใหม่ของคุณนั่นเอง&#8221;  Schmidt ยังกล่าวอีกด้วยว่า สมาร์ทโฟนได้เติมเต็มคำทำนายของ Bill Gates  ทีว่า  &#8220;ผู้ใช้ทุกคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของโลกได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัส&#8221; ให้ ถูกต้องสมบูรณ์</p>
<div><img src="http://www.arip.co.th/images/news/google/3/mwc-2011-eric-schmidt-google-ceo-said-smart-phone-is-new-pc-2.jpg" alt="" width="500" height="320" /></div>
<p>Google  มีแผนที่จะออก Android เวอร์ชันใหม่สำหรับมือถือ และแท็บเล็ตในทุกๆ 6  เดือน ส่วน Chrome OS จะโฟกัสไปที่เน็ตบุ๊ค และพีซี โดยทาง Google  ยังได้แสดงสาธิตแอพพลิเคชัน Android  ตัวใหม่บนแท็บเล็ตที่สามารถตัดต่อวิดีโอได้คล้ายๆ กับ Windows Live Movie  Maker อีกด้วย นอกจากการให้ข้อมูลข้างต้นแล้ว Schmidt ยังกล่าวย้ำว่า  Microsoft คือคู่แข่งสำคัญของบริษัท หลังจากที่ก่อนหน้านี้  เขาเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีที่ Bing ก็อปปี้ผลลัพธ์จาก Google และ  Nokia เปลี่ยนใจไปใช้ Windows Phone 7 แทนทีจะป็น Android</p>
<p>Schmidt เชื่อ ว่า ในอนาคตแอพพลิเคชันทั้งหมดจะถูกพัฒนาด้วยมาตรฐานใหม่ของเว็บนั่นคือ  HTML5 ทั้งแอพที่ใช้บนพีซี หรือโมบายโฟน เขายังคาดอีกว่า  ระบบการชำระค่าบริการต่างๆ ด้วยโมบายโฟน (เทคโนโลยี NFC)  จะกลายเป็นมาตรฐานในปีนี้ และถือว่าเป็นโอกาสใหญ่ของ Google นอกจากนี้  Schmidt ยังกล่าวอีกด้วยว่า ผลกระทบในระยะยาวของนวตกรรมทางเทคโนดลยีคือ  การหาวิธีที่นำไปสู่หนทางที่ทำให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม  เนื่องจากผู้คนจะสามารถมีเวลา เพื่อทำบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการ  โดยเขายกตัวอย่างว่า &#8220;คุณจะไม่ลืมอะไรเลย  (หรือไม่ได้จำอะไรเลย?) เพราะคอมพิวเตอร์จะจำเรื่องราวต่างๆ แทนคุณ  คุณจะไม่หลงทางด้วยเทคโนโลยีแผนที่ คุณจะไม่รู้สึกเดียวดาย  เนื่องจากสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของเพื่อนๆ ได้ตลอดเวลา  และด้วยเทคโนโลยีแผนที่เช่นเดียวกันที่จะทำให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้ ด้วยตัวมันเอง&#8221; Schmidt ไม่ได้บอกว่า คุณจะไม่มีวันตาย <img src='http://www.slclickbiz.com/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' />  แต่เขาบอกว่า  สมาร์ทโฟนจะส่งข้อมูลเกียวกับสุขภาพของคุณไปยังโรงพยาบาล &#8221;มือถือของคุณ สามารถบอกคุณได้ว่า คุณกำลังจะหัวใจวาย คุณควรจะไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้&#8221;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%97%e0%b9%82%e0%b8%9f%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โฆษณาปี2554′รุ่ง’ สื่อหลักโต-นิวมีเดีย’แรง’</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/advertising-trend-2011/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/advertising-trend-2011/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Jan 2011 11:38:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[นิวมีเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อหลัก]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=313</guid>
		<description><![CDATA[ปี 2553 ผ่านพ้นไปท่ามกลางปัจจัยลบสำคัญ จากปัญหาชุมนุมทางการเมืองที่ร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี แต่ในที่สุดหลายอุตสาหกรรม สามารถพลิกสถานการณ์ ปิดตัวเลขสู่แดนบวกมาได้อย่างน่าพอใจ ธุรกิจโฆษณาก็เช่นกัน หลังจากชะลอในช่วงการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค. เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย ภาคธุรกิจที่ “อั้น” การใช้งบหันมาเร่งเครื่อง อัดแคมเปญผ่านทั้งสื่อแมส-นิว มีเดีย กันอย่างคึกคัก ส่งผลให้อุตสาหกรรมโฆษณาปี 2553 กลับมาโตเป็นตัวเลขสองหลักได้อีกครั้ง สุภาณี เดชาบูรณานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท กรุ๊ปเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ผู้บริหารและจัดการธุรกิจการลงทุนด้านการสื่อสารครบวงจร กล่าวในเวทีเสวนาโต๊ะกลมกรุงเทพธุรกิจ “วิเคราะห์ เจาะลึก โอกาส-ความเสี่ยงธุรกิจปี 2554″ ระบุตัวเลขการใช้งบโฆษณาผ่านสื่ออย่างเป็นทางการ โดย เดอะ นีลเส็น คอมปะนี ช่วง 11 เดือน (ม.ค-พ.ย. 2553) มีมูลค่า 9.2 หมื่นล้านบาท เติบโตถึง 12.2% และคาดว่าสิ้นปี 2553 มูลค่าโฆษณารวมจะอยู่ที่ 1.01 แสนล้านบาท เติบโต 12% เมื่อเทียบกับปี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปี 2553 ผ่านพ้นไปท่ามกลางปัจจัยลบสำคัญ จากปัญหาชุมนุมทางการเมืองที่ร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี</p>
<p>แต่ในที่สุดหลายอุตสาหกรรม สามารถพลิกสถานการณ์ ปิดตัวเลขสู่แดนบวกมาได้อย่างน่าพอใจ ธุรกิจโฆษณาก็เช่นกัน หลังจากชะลอในช่วงการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค. เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย ภาคธุรกิจที่ “อั้น” การใช้งบหันมาเร่งเครื่อง อัดแคมเปญผ่านทั้งสื่อแมส-นิว มีเดีย กันอย่างคึกคัก ส่งผลให้อุตสาหกรรมโฆษณาปี 2553 กลับมาโตเป็นตัวเลขสองหลักได้อีกครั้ง</p>
<p>สุภาณี  เดชาบูรณานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท กรุ๊ปเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ผู้บริหารและจัดการธุรกิจการลงทุนด้านการสื่อสารครบวงจร  กล่าวในเวทีเสวนาโต๊ะกลมกรุงเทพธุรกิจ “วิเคราะห์ เจาะลึก โอกาส-ความเสี่ยงธุรกิจปี 2554″ ระบุตัวเลขการใช้งบโฆษณาผ่านสื่ออย่างเป็นทางการ โดย เดอะ นีลเส็น คอมปะนี ช่วง 11 เดือน (ม.ค-พ.ย. 2553) มีมูลค่า 9.2 หมื่นล้านบาท เติบโตถึง 12.2% และคาดว่าสิ้นปี 2553 มูลค่าโฆษณารวมจะอยู่ที่ 1.01 แสนล้านบาท  เติบโต 12% เมื่อเทียบกับปี 2552  และถือเป็นปีแรกที่อุตสาหกรรมโฆษณามีมูลค่าทะลุ”แสนล้านบาท”</p>
<p>“นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช” รายงานว่า 10 อันดับธุรกิจที่ใช้งบโฆษณาสูงสุด ช่วง 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย. 2553) มีการใช้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2552  ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 2.3 พันล้านบาท เติบโต 13.7%, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว มูลค่า 1.8 พันล้านบาท  เติบโต  0.1%, รถยนต์นั่ง มูลค่า 1.59 พันล้านบาท เติบโต  40.8%, ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม มูลค่า 1.56 พันล้านบาท เติบโต 67.5%, เครื่องดื่มน้ำอัดลม มูลค่า 1.4 พันล้านบาท เติบโต  9.2%</p>
<p>ผลิตภัณฑ์ชำระล้าง มูลค่า 1.38 พันล้านบาท เติบโต 37.9%,  รถปิกอัพ มูลค่า 1.32 พันล้านบาท เติบโต 20.7%, ระบบโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน มูลค่า 1.2 พันล้านบาท เติบโต 26% , วิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  มูลค่า 1.08 พันล้านบาท เติบโต 60% และธุรกิจประกันชีวิต 1.03 พันล้านบาท เติบโต 19.9%</p>
<p>ทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมโฆษณาในปี 2553 ตอกย้ำได้จากความมั่นใจของ”สื่อโทรทัศน์” ด้วยการปรับขึ้นราคาโฆษณา นำโดยช่อง 3  ด้วยการประกาศปรับราคาละครช่วงไพร์มไทม์ หลังข่าวภาคค่ำ จากนาทีละ 4.5 แสนบาท เป็น 4.8 แสนบาท เป็นสถิติราคาโฆษณาสูงสุดในขณะนี้  และการปรับราคารายการข่าวของช่อง 9 ประมาณ 10%  รายการการ์ตูน 20%  ขณะที่ช่อง 7 ยังอยู่ในอาการรอดูท่าทีในปี 2554</p>
<p>ส่วนสื่อหลักอื่นๆ อยู่ในทิศทางการเติบโตเช่นกันในปี 2553 ที่ผ่านมา  ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ ที่เติบโต 6% , นิตยสาร เติบโต 3.7% ,สื่อในโรงภาพยนตร์ 23% ,สื่อโฆษณาเคลื่อนที่ 23% , สื่อในร้านค้า 34%  และสื่ออินเทอร์เน็ต 16%</p>
<p>“นิวมีเดีย”น้องใหม่แรง-เร็ว<br />
จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศไทย และการอัดฉีดงบลงทุนในระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ของภาครัฐในโครงการไทยเข้มแข็ง  รวมทั้งการเลือกตั้งใหม่ สุภาณี มองว่าทิศทางอุตสาหกรรมโฆษณาทั้งสื่อหลัก และ นิว มีเดีย ในปี 2554 ยังเติบโตได้ในอัตรา 8.5% ด้วยมูลค่า  1.09 แสนล้านบาท</p>
<p>ปี 2554 ยังมีอีกหลายปัจจัยบวกส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคส่งออก, การท่องเที่ยวโดยเฉพาะตลาดในประเทศ, การขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก กลุ่มดิสเคาท์สโตร์ จากปัจจัยการซื้อกิจการคาร์ฟูร์ ของ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ส่งผลให้ธุรกิจนี้จะมีการแข่งขันด้านการตลาดอย่างคึกคักในปี 2554</p>
<p>การเติบโตในกลุ่มสื่อหลักยังคงเป็น “โทรทัศน์” เพราะสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคในวงกว้าง แต่ด้วยข้อจำกัดด้าน เวลาโฆษณา  จะทำให้เม็ดเงินโฆษณาไหลไปยังสื่อใหม่ ในกลุ่มเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีช่องให้เลือกชมกว่า 100 ช่อง  สมาคมโทรทัศน์ดาวเทียมประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะมีฐานผู้ชมอยู่ที่ 13 ล้านครัวเรือน  จากจำนวนครัวเรือนไทยทั่วประเทศ 21 ล้านครัวเรือน ด้วยจำนวนตัวเลขผู้ชมดังกล่าว ถือเป็นอีกสื่อทางเลือกที่มีราคาโฆษณาไม่สูงเหมือนฟรีทีวี และสื่อสารกับผู้ชม”เฉพาะกลุ่ม” ได้ดี</p>
<p>การขยายการลงทุนของ “คอนเทนท์ โพรวายเดอร์” รายใหญ่ และรายใหม่ ด้วยการเปิดช่องที่มีคอนเทนท์น่าสนใจ  จะเป็นอีกแรงกระตุ้นให้ทั้งเคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม เป็นสื่อที่สนใจและเป็นอีกช่องทางใช้พื้นที่โฆษณา</p>
<p>“ดิจิทัล มีเดีย ยังคงเป็นสื่อที่ผู้ลงโฆษณาทุกรายให้ความสนใจ ในยุคที่ประเทศไทยก้าวสู่สังคมออนไลน์ มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วประเทศกว่า 22 ล้านคนในปี 2553″ สุภาณี กล่าวและว่า มีมุมน่าสนใจที่พบว่า ผู้บริโภควัยรุ่นใช้เวลากับสื่อแมสลดลง แต่ใช้เวลากับสื่อออนไลน์ และ โซเชียล มีเดีย มากขึ้น   ทำให้แบรนด์ต่างๆ มีการเพื่อพัฒนาช่องทางการสื่อสารในยุคสังคมออนไลน์ผ่านเครื่องมือต่างๆ ทั้ง เว็บไซต์, โซเชียล เน็ตเวิร์ค, โทรศัพท์มือถือ และ แทบเล็ต</p>
<p>ส่งผลให้สื่อออนไลน์ ในปีหน้าจะเติบโตเช่นเดียวกับสื่อหลัก  โดยการขยายตัวจะอยู่ในอัตรา 50-60% คาดการณ์ว่างบประมาณการสื่อสารที่ใช้ผ่าน ดิจิทัล มีเดีย จะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ในปี 2554</p>
<p>ที่มาของข่าว: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/advertising-trend-2011/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ย้อนดูเหตุการณ์สำคัญของโลกในปี 2010 ผ่าน Twitter Trends</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/twitter-trends-2010/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/twitter-trends-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 14 Dec 2010 11:29:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Twitter]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Twitter Trends]]></category>
		<category><![CDATA[ปี 2010]]></category>
		<category><![CDATA[เหตุการณ์สำคัญ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=308</guid>
		<description><![CDATA[ความสำคัญของ Twitter ในปัจจุบัน นอกจากผู้ใช้จะใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างบทสนทนาระหว่างกันในระดับ “ปัจเจกชน” และได้รับความนิยมอย่างสูง ก่อให้เกิด “กระแสทวีต” รวมกันในปี 2010 กว่า 25 พันล้านข้อความ ในแต่ละวัน หัวข้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงสนทนา Twitter คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นๆ ในสถานที่นั้นๆ Twitter กลายเป็น “Breaking News Media” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เพราะช่วยให้ผู้ติดตาม รับทราบ ความเป็นมาเป็นไปที่เกิดขึ้นในโลก ได้เป็นอย่างดี โลกเรากำลังหมุนและเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด เราก็เหมือนกับหมุนไปในทิศทางนั้น (ก็แน่ล่ะ ผมกำลังหมายถึง เราสามารถรับรู้ “ความเคลื่อนไหว” ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ได้เพียงปลายมือ รู้เท่าทันโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นอกจากเหตุการณ์สำคัญๆ ที่กลายมาเป็น “Breaking News” ในแต่ละวันแล้ว อะไรที่คนพูดถึงกันมากๆ จะหมายถึง ความนิยม ในสิ่งนั้น ในโลกแห่งความเป็นจริง คงจะเป็นไปได้ยาก ที่จะรับรู้ว่า คนหลายล้านคน คิดอะไร ชอบอะไร พูดถึงอะไร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความสำคัญของ Twitter ในปัจจุบัน  นอกจากผู้ใช้จะใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างบทสนทนาระหว่างกันในระดับ  “ปัจเจกชน” และได้รับความนิยมอย่างสูง ก่อให้เกิด “กระแสทวีต” รวมกันในปี  2010 กว่า 25 พันล้านข้อความ</p>
<p>ในแต่ละวัน หัวข้อที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงสนทนา Twitter คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์สำคัญๆที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้นๆ ในสถานที่นั้นๆ</p>
<p>Twitter กลายเป็น “Breaking News Media” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก  เพราะช่วยให้ผู้ติดตาม รับทราบ ความเป็นมาเป็นไปที่เกิดขึ้นในโลก  ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>โลกเรากำลังหมุนและเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด เราก็เหมือนกับหมุนไปในทิศทางนั้น (ก็แน่ล่ะ <img src="http://www.mkttwit.com/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif" alt=":)" /></p>
<p>ผมกำลังหมายถึง เราสามารถรับรู้ “ความเคลื่อนไหว” ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ได้เพียงปลายมือ</p>
<p>รู้เท่าทันโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน</p>
<p>นอกจากเหตุการณ์สำคัญๆ ที่กลายมาเป็น “Breaking News” ในแต่ละวันแล้ว อะไรที่คนพูดถึงกันมากๆ จะหมายถึง ความนิยม ในสิ่งนั้น</p>
<p>ในโลกแห่งความเป็นจริง คงจะเป็นไปได้ยาก ที่จะรับรู้ว่า คนหลายล้านคน คิดอะไร ชอบอะไร พูดถึงอะไร</p>
<p>สมัยก่อน ความนิยมเหล่านี้ ถูกตัดสิน โดยการเชื่อมโยงกับคนรอบตัว</p>
<p>เพื่อนพูดอะไรเยอะๆ เราจะคิดว่า มันเป็นเทรนด์ (เพราะได้รับความนิยม)</p>
<p>ทั้งที่ในความเป็นจริง ความนิยมของคน 10 คน อาจจะเป็นคนละเรื่องกับความนิยมของคน 100 คน 1000 คน หรือ 1 ล้านคน</p>
<p>เพลงที่เราคิดว่าฮิตในโรงเรียน เพื่อนๆในโรงเรียนร้องได้กันทุกคน  อาจจะกลายเป็นว่า วัยรุ่นอีกหลายล้านคน ไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยิน ร้องไม่ได้</p>
<p>Twitter ทำให้เราได้รู้ว่า สิ่งที่คนล้านคนคิดถึง พูดถึง คืออะไร?</p>
<p>ยิ่งคนใช้ Twitter มากขึ้นเท่าไหร่ ความแม่นยำของข้อมูลนี้ ก็จะมากขึ้นเท่านั้น</p>
<p>เปรียบได้เหมือนกับ เป็นการดึงเอา “กระแสความคิด”  ของคนหลายๆคน มารวมกัน แล้วสังเคราะห์ออกมา</p>
<p>ลองมาดูกันครับ ว่า เมื่อเอา “กระแสความคิด” ตลอดทั้งปี 2010 มาวิเคราะห์และจัดกลุ่มเป็นหัวข้อ</p>
<p>อะไรบ้าง ที่เป็นเทรนด์</p>
<p>เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในโลก เป็นเหตุการณ์น้ำมันรั่วลงในอ่าว Mexico  ของบริษัท BP ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน และแผ่นดินไหวที่เฮติ (ข่าว Wikileaks  จอมแฉ ยังมาในอันดับ 7 , งานหมั้นของเจ้าชายวิลเลี่ยมแห่งเวลส์มาในอันดับ  9)</p>
<p><img title="News Events.png" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/12/News-Events.png" border="0" alt="News Events" width="349" height="396" /></p>
<p>กลุ่ม Technology โลกพูดถึง iPad,Android,iOS,iPhone กันเยอะที่สุด</p>
<p><img title="Screen shot 2010-12-14 at 8.58.14 AM.png" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/12/Screen-shot-2010-12-14-at-8.58.14-AM.png" border="0" alt="Screen shot 2010-12-14 at 8.58.14 AM.png" width="364" height="416" /></p>
<p>ภาพยนต์ที่คนพูดถึงกันมากที่สุดในโลก Twitter ปี 2010 เป็นเรื่อง “Inception” และ “Harry Potter” ภาคล่าสุด</p>
<p><img title="Top Movies.png" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/12/Top-Movies.png" border="0" alt="Top Movies" width="348" height="412" /></p>
<p>Hashtag ที่คนใช้ Twitter ทั่วโลก ใช้กันมากที่สุด</p>
<p><img title="Top Hashtags.png" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/12/Top-Hashtags.png" border="0" alt="Top Hashtags" width="345" height="395" /></p>
<p>และภาพรวมของเทรนด์โลกในปี 2010 มี “ปลาหมึกพอล” ติดอันดับ 10 มาด้วย</p>
<p><img title="Overall.png" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/12/Overall.png" border="0" alt="Overall" width="600" height="250" /></p>
<p>เนื่องจากผมไม่ได้ดึงมาทุกหัวข้อ ถ้าใครสนใจจะดูแบบเต็มๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ลิงค์นี้ครับ http://yearinreview.twitter.com/trends/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/twitter-trends-2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อีเบย์ดัน 4 ธุรกิจไทยโกอินเตอร์ ชี้ไทยยอดขายสูงสุดในอาเซียน</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/ebay-4-thai-business/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/ebay-4-thai-business/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Nov 2010 11:25:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจไทย]]></category>
		<category><![CDATA[อาเซียน]]></category>
		<category><![CDATA[อีเบย์]]></category>
		<category><![CDATA[โกอินเตอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=304</guid>
		<description><![CDATA[“อีเบย์” ชี้อีคอมเมิร์ซไทยแนวโน้มดี ยึดอันดับหนึ่งยอดขายสูงสุดของภูมิภาค เผย “อัญมณี-แฟชั่น” ครองอันดับสินค้าขายดี ล่าสุดเลือก “ไทย” ร่วมอีก 5 ประเทศนำร่องโปรเจคใหม่ ดันสินค้า 4 กลุ่มขายผ่านอีเบย์ทั่วโลก หนุนตลาดโตกว่า 24% นายเอกชัย รุกขจันทรกุล หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ อีเบย์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดซื้อขายออนไลน์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยผลสำรวจพบว่า ปีที่ผ่านมาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย 18.1 ล้านคน ในจำนวนนี้ใช้บริการซื้อของออนไลน์สูงขึ้นเป็น 61% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายผ่านเว็บอีเบย์ในไทยโตขึ้นถึง 21% ในเชิงมูลค่าของสินค้าโต 24% ในเชิงปริมาณของสินค้า และครองอันดับประเทศที่มีสินค้าส่งออกผ่านระบบออนไลน์ของอีเบย์สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “สินค้าไทยที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งยังคงเป็น “อัญมณี” รองลงมาคือกลุ่มแฟชั่น ใกล้เคียงกับแนวโน้มในตลาดโลกที่สินค้าขายดีอันดับหนึ่งคือเครื่องประดับและ อัญมณี โดยมีความถี่ในการขายได้ 4 ชิ้นในทุก 1 นาที ส่วนเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายขายได้ 2 ชิ้นในทุก 1 นาที” นายเอกชัยกล่าว อย่างไรก็ตาม อีเบย์ยังคงเน้นการทำตลาดในระดับธุรกิจและผู้บริโภค (บีทูซี) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดในตลาดอีเบย์ไทย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“อีเบย์” ชี้อีคอมเมิร์ซไทยแนวโน้มดี ยึดอันดับหนึ่งยอดขายสูงสุดของภูมิภาค เผย “อัญมณี-แฟชั่น” ครองอันดับสินค้าขายดี</p>
<p>ล่าสุดเลือก “ไทย” ร่วมอีก 5 ประเทศนำร่องโปรเจคใหม่ ดันสินค้า 4 กลุ่มขายผ่านอีเบย์ทั่วโลก หนุนตลาดโตกว่า 24%</p>
<p>นายเอกชัย รุกขจันทรกุล หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ อีเบย์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดซื้อขายออนไลน์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยผลสำรวจพบว่า ปีที่ผ่านมาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย 18.1 ล้านคน ในจำนวนนี้ใช้บริการซื้อของออนไลน์สูงขึ้นเป็น 61%</p>
<p>ขณะที่มูลค่าการซื้อขายผ่านเว็บอีเบย์ในไทยโตขึ้นถึง 21% ในเชิงมูลค่าของสินค้าโต 24% ในเชิงปริมาณของสินค้า และครองอันดับประเทศที่มีสินค้าส่งออกผ่านระบบออนไลน์ของอีเบย์สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
<p>“สินค้าไทยที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งยังคงเป็น “อัญมณี” รองลงมาคือกลุ่มแฟชั่น ใกล้เคียงกับแนวโน้มในตลาดโลกที่สินค้าขายดีอันดับหนึ่งคือเครื่องประดับและ อัญมณี โดยมีความถี่ในการขายได้ 4 ชิ้นในทุก 1 นาที ส่วนเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายขายได้ 2 ชิ้นในทุก 1 นาที” นายเอกชัยกล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ตาม อีเบย์ยังคงเน้นการทำตลาดในระดับธุรกิจและผู้บริโภค (บีทูซี) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดในตลาดอีเบย์ไทย</p>
<p>ล่าสุดอีเบย์ได้เลือกไทยเป็น 1 ใน 6 ประเทศในแถบอาเซียน หรือสิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และเวียดนามนำร่องโครงการ “อีเบย์สำหรับธุรกิจ” ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศส่งออกสินค้าไปยังตลาดสำคัญของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย และยุโรป โดยอีเบย์จะ ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา และมีทีมงานคอยช่วยเหลือในการเริ่มทำตลาดออนไลน์ตั้งแต่เริ่มต้น คาดว่าใช้เวลาเทรนนิ่งให้กับแต่ละรายราว 3-6 เดือน</p>
<p>โดยโครงการดังกล่าวจะเน้นผู้ประกอบการที่มีรายได้ราว 1.5 แสนบาทต่อเดือนขึ้นไป มีลูกค้าหลักในกลุ่มสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส ต้องเป็นผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจเครื่องประดับอัญมณีและนาฬิกา, เสื้อผ้า, สินค้าไอที-ชิ้นส่วนยานยนต์ สินค้าตกแต่งบ้าน เพราะอีเบย์มองว่าเป็นจุดแข็งของสินค้าไทย และเหมาะกับการขยายตลาดออนไลน์</p>
<p>ทั้งนี้บริษัทจะทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการลดความกังวล และความกลัวที่จะทำตลาดออนไลน์ แบบไม่มีค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษา ส่วนผู้ประกอบการจะเสียค่าธรรมเนียมการทำตลาดบนอีเบย์ตามปกติ ซึ่งโดยเฉลี่ย 15% ของราคาสินค้า</p>
<p>“เราไม่ได้มองธุรกิจที่ขายของแค่ 10 ชิ้น หรือ 20 ชิ้น แต่มองที่ระดับของผู้ประกอบธุรกิจมีสต็อกสินค้า เพราะเราเชื่อว่าจะทำให้สินค้ามีความหลากหลาย ซึ่งก็น่าจะมีโอกาสในการขายได้มากขึ้น” นายเอกชัยกล่าว</p>
<p>พร้อมกับคาดว่าแผนดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยมีความมั่นใจ ในการขยายตลาดต่างประเทศผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น และกระตุ้นให้มียอดขายผ่านอีเบย์โตมากกว่า 24% ในปี 2554</p>
<p>ที่มาของข่าว: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/ebay-4-thai-business/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โฆษณาออนไลน์ครึ่งปีแรก 2553 และคาดการณ์ในอนาคต</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/online-advertising-2010/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/online-advertising-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Aug 2010 16:06:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[online advertising]]></category>
		<category><![CDATA[Online Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[social media advertising]]></category>
		<category><![CDATA[social media marketing]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณาออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=270</guid>
		<description><![CDATA[ท่ามกลางภาวะความผันผวนทางการเมือง โฆษณาออนไลน์ของไทยในช่วงครึ่งปีแรกก็ยังโตอย่างต่อเนื่อง และในการเติบโตนั้น เราได้สังเกตเห็นประเด็นที่น่าสนใจ และปัจจัยหลายปัจจัยเข้ามากระทบกับวงการโฆษณาออนไลน์บ้านเราอย่างเห็นได้ชัด เม็ดเงินในโฆษณา Search Advertising โตขึ้นเป็นเท่าตัว ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ สินค้าหลายประเภทที่ผู้บริโภคต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อมาก ไม่ว่าจะเป็นหมวดท่องเที่ยว สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ต่างใช้เงินโฆษณาใน Search Engine Advertising เพิ่มเป็นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 แม้ตัวเลขจะสูง แต่ก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะในแง่ของผู้บริโภคแล้วก็ต่างใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าเหล่านี้ โดย Search Engine เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยค้นหาข้อมูล พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไทยเท่านั้น แต่เป็นไปตามแนวโน้มพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับการสำรวจของ Google อีกด้วย ส่วนสินค้าในหมวดอุปโภคบริโภค และการเงิน ก็เริ่มตื่นตัว แต่เนื่องจากปริมาณการใช้เดิมยังไม่มากเท่าไร ภาพการเติบโตจึงยังไม่ชัด เชื่อว่าครึ่งปีหลังนี้เราจะได้เห็นสินค้าบริการกลุ่มนี้ใช้เม็ดเงินโฆษณาใน Search Advertising มากขึ้น Facebook ฮิตติดลมบน ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องธุรกิจ เราคงรู้สึกได้ว่า ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเราใช้เวลากับการเข้า Facebook มากเหลือเกิน และมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ iPhone หรือ Blackberry  ณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางภาวะความผันผวนทางการเมือง โฆษณาออนไลน์ของไทยในช่วงครึ่งปีแรกก็ยังโตอย่างต่อเนื่อง และในการเติบโตนั้น เราได้สังเกตเห็นประเด็นที่น่าสนใจ และปัจจัยหลายปัจจัยเข้ามากระทบกับวงการโฆษณาออนไลน์บ้านเราอย่างเห็นได้ชัด</p>
<h4>เม็ดเงินในโฆษณา Search Advertising โตขึ้นเป็นเท่าตัว</h4>
<p>ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ สินค้าหลายประเภทที่ผู้บริโภคต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อมาก ไม่ว่าจะเป็นหมวดท่องเที่ยว สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ต่างใช้เงินโฆษณาใน Search Engine Advertising เพิ่มเป็นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 แม้ตัวเลขจะสูง แต่ก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะในแง่ของผู้บริโภคแล้วก็ต่างใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าเหล่านี้ โดย Search Engine เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยค้นหาข้อมูล พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไทยเท่านั้น แต่เป็นไปตามแนวโน้มพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับการสำรวจของ Google อีกด้วย</p>
<p>ส่วนสินค้าในหมวดอุปโภคบริโภค และการเงิน ก็เริ่มตื่นตัว แต่เนื่องจากปริมาณการใช้เดิมยังไม่มากเท่าไร ภาพการเติบโตจึงยังไม่ชัด เชื่อว่าครึ่งปีหลังนี้เราจะได้เห็นสินค้าบริการกลุ่มนี้ใช้เม็ดเงินโฆษณาใน Search Advertising มากขึ้น</p>
<h4>Facebook ฮิตติดลมบน ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องธุรกิจ</h4>
<p>เราคงรู้สึกได้ว่า ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเราใช้เวลากับการเข้า Facebook มากเหลือเกิน และมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ iPhone หรือ Blackberry  ณ ปัจจุบันนี้คนไทยเราใช้ Facebook กว่า 4.2 ล้านคนแล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับเดือน มิ.ย. 2552 ตัวเลขนี้โตขึ้นมาถึง 7 เท่าตัวเลยทีเดียว หรือถ้าเทียบกับช่วงต้นปี จำนวนผู้ใช้งานนี้ก็มากกว่าตัวเลขผู้ใช้งานในเดือน ม.ค. 2553 เป็นเท่าตัว จึงคงปฏิเสธได้ยากว่าในแง่การใช้งานส่วนตัวแล้ว Facebook นี้ฮิตจริงๆ</p>
<p>ในฝั่งของนักการตลาดบ้านเราก็มีการปรับตัวเร็ว ถึงปัจจุบันมีสินค้าบริการในเมืองไทย กว่า 100 แบรนด์แล้วที่หันมาทำหน้า Fan Page เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อพูดคุยกับลูกค้า บางบริษัทที่ผ่านช่วงลองผิดลองถูกมาแล้วก็เริ่มมีแนวทางที่ชัดขึ้น และเริ่มวางมาตรการ นโยบาย วิธีการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางช่องทางนี้เป็นการเฉพาะกันเลยทีเดียว</p>
<p>นักการตลาดจำนวนมาก เล็งเห็นข้อดีของการส่งต่อ บอกต่อ และกระจายตัวที่รวดเร็วของ Facebook Application และได้ฉกฉวยโอกาสนี้ในการใช้ Facebook Application เป็นเครื่องมือในการแนะนำสินค้าใหม่ให้คนได้รู้จัก ตัวอย่างความสำเร็จของ Oishi Maneki Neko ที่ถูกยกเป็นกรณีศึกษากันมากช่วงต้นปี ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็น Application ใหม่ๆ และถูกทยอยนำออกสู่สายตาของผู้ใช้งาน Facebook ไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น</p>
<p>• Daily Menu by Nutrilite: http://apps.facebook.com/nutrilitedailymenu<br />
• Acer Innovation Unlock: http://apps.facebook.com/innovation-unlock<br />
• My DELL My Design: http://apps.facebook.com/mydellmydesign</p>
<p><img title="nutrilite" src="http://www.marketingoops.com/wp-content/uploads/2010/08/nutrilite.jpg" alt="" width="600" height="335" /></p>
<p><img title="oishi_matcha" src="http://www.marketingoops.com/wp-content/uploads/2010/08/oishi_matcha.jpg" alt="" width="600" height="335" /></p>
<p><img title="acer_unlock" src="http://www.marketingoops.com/wp-content/uploads/2010/08/acer_unlock.jpg" alt="" width="600" height="335" /></p>
<p>ยังเป็นที่เชื่อได้ว่า การโฆษณาผ่านทาง Facebook นี้ ยังจะคงความเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าเราอาจจะได้เห็นการพ่วงเอาเทคโนโลยีการสื่อสารกับอุปกรณ์พกพา เช่นโทรศัพท์มือถือ หรือการนำไปผสานกับแคมเปญการตลาดผ่านสื่อออฟไลน์ และหรืองานอีเว้นท์ทางการตลาดต่างๆ อย่างจะแจ้งมากขึ้น</p>
<p>บทความจาก มายด์แชร์ เอเยนซี่เครือข่ายด้านการตลาดและการสื่อสาร<br />
โดย ศิวัตร เชาวรียวงษ์ (siwat@minteraction.net)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/online-advertising-2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เฟซบุ๊ครุกตลาดโฆษณาเมืองไทย</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/facebook-ads-to-thailand/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/facebook-ads-to-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 31 Jul 2010 09:59:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[social media advertising]]></category>
		<category><![CDATA[social media marketing]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=231</guid>
		<description><![CDATA[บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด พันธมิตรด้านการขายโฆษณาของเฟซบุ๊คในเอเชียเพียงรายเดียว เปิดตัวอย่าง เป็นทางการในประเทศไทยแล้วในวันนี้ นาย จอร์จ ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด (ihub Media Pte Ltd) ซึ่งเป็นผู้นำด้านการตลาดบนอินเตอร์เน็ตในเอเชีย เปิดเผยว่า บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด ได้เป็นพันธมิตร ด้านการขายโฆษณาบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค (Facebook) ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ รายใหญ่ที่สุดในโลกเพียงรายเดียวในเอเชีย ได้เปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการสำรวจของคอมสกอร์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการสำรวจในโลกของดิจิตอลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา พบว่า ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกมีผู้เข้ามาใช้เฟซบุ๊คถึงกว่า 85 ล้านคนในช่วงเดือนดังกล่าว และใช้เวลาบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คประมาณ 3.5 ชั่วโมง และมากกว่า 21 ครั้งตลอดเดือนดังกล่าว “นับว่า เป็นการเติบโตอย่างมหัศจรรย์สำหรับเฟซบุ๊คในเอเชียและประเทศไทยใน  6 เดือนที่ผ่านมา และ นักตลาดในประเทศไทยก็แสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจอย่างมากในการโฆษณาบนเฟซบุ๊ค ดังนั้นเพื่อรอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.chipthailand.com/th/images/stories/george11.jpg" border="0" alt="" width="456" height="303" /></p>
<p>บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด พันธมิตรด้านการขายโฆษณาของเฟซบุ๊คในเอเชียเพียงรายเดียว เปิดตัวอย่าง<br />
เป็นทางการในประเทศไทยแล้วในวันนี้</p>
<p>นาย จอร์จ ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด (ihub Media Pte Ltd)<br />
ซึ่งเป็นผู้นำด้านการตลาดบนอินเตอร์เน็ตในเอเชีย เปิดเผยว่า บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด ได้เป็นพันธมิตร<br />
ด้านการขายโฆษณาบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค (Facebook) ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์<br />
รายใหญ่ที่สุดในโลกเพียงรายเดียวในเอเชีย ได้เปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>
<p>จากการสำรวจของคอมสกอร์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการสำรวจในโลกของดิจิตอลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553<br />
ที่ผ่านมา พบว่า ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกมีผู้เข้ามาใช้เฟซบุ๊คถึงกว่า 85 ล้านคนในช่วงเดือนดังกล่าว<br />
และใช้เวลาบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คประมาณ 3.5 ชั่วโมง และมากกว่า 21 ครั้งตลอดเดือนดังกล่าว</p>
<p>“นับว่า เป็นการเติบโตอย่างมหัศจรรย์สำหรับเฟซบุ๊คในเอเชียและประเทศไทยใน  6 เดือนที่ผ่านมา และ<br />
นักตลาดในประเทศไทยก็แสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจอย่างมากในการโฆษณาบนเฟซบุ๊ค ดังนั้นเพื่อรอง<br />
รับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจึงเข้ามาตั้งสำนักงานสาขาในกรุงเทพฯ พร้อมด้วยทีมงานผู้<br />
เชี่ยวชาญที่เป็นคนไทย   ที่จะช่วยให้นักการตลาดสามารถเชื่อมต่อระหว่างผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมายได้<br />
มากขึ้น” นายจอร์จ ฟู กล่าว</p>
<p>ไอฮับ มีเดีย จะทำตลาดอย่างครบวงจรในการขายโฆษณาให้กับเฟซบุ๊ค โดยโฆษณาในระดับพรีเมี่ยมบน<br />
หน้าแรกของเว็บไซต์ หรือ หน้าโฮมเพจ ไอฮับ มีเดียเป็นผู้ให้บริการขายพื้นที่โฆษณาโดยตรงให้กับลูกค้า<br />
ผู้ที่สนใจและลูกค้าเอเจนซี่   ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้ถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดและสูญเสียน้อยที่สุด<br />
สำหรับนักการตลาด</p>
<p>สำหรับบริษัทโฆษณาที่ต้องการซื้อด้วยตนเองผ่านระบบของเฟซบุ๊คบนหน้าทั่วไป ไอฮับ มีเดีย มีทีมงาน<br />
ที่สามารถดูแลนักการตลาดเหล่านี้โดยช่วยขจัดข้อจำกัดในด้านการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและการบริหาร<br />
จัดการแคมเปญ ไอฮับมีเดีย เป็นบริษัทแรกที่มีเครื่องมืออับโหลดเพื่อบริหารแคมเปญโฆษณาจำนวนมาก<br />
ที่มีความปลอดภัยสูงสำหรับสำหรับเฟซบุ๊ค ซึ่งสามารถ  ทำให้แคมเปญมีประสิทธิภาพได้อย่างเหมาะสม<br />
โดยผ่านการสร้างสรรและกลุ่มเป้าหมายที่มีหลากหลาย</p>
<p>บริษัท ไอฮับ มีเดีย เป็นผู้นำในเอเชียในการให้บริการการตลาดบนอินเตอร์เน็ตเป็น ตัวแทนขายเว็บชั้นนำ<br />
เช่น เฟซบุ๊ค (Facebook) อีเอสพีเอ็นซอกเซอร์เน็ต(ESPNsoccernet)  ดีสนี่ย์(Disney) การีนา (Garena)<br />
และ ไทเกอร์ แอร์เวย์ (Tiger Airways)  ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545   มีพนักงานกว่า 70 คนที่เชี่ยวชาญด้าน<br />
การตลาดทั่วเอเชีย   ไอฮับ มีเดีย มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ มีสำนักงานสาขาใน 6 เมืองสำคัญ ได้แก่<br />
เซี่ยงไฮ้, ฮ่องกง, ไทเป, กรุงเทพฯ, กัวลาลัมเปอร์และ    จาการ์ต้า  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไอฮับ<br />
สามารถเข้าสู่เว็บไซต์  www.ihubmedia.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/facebook-ads-to-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>HTML5 พลิกโฉมการแสดงผลบนโลกการตลาดออนไลน์</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/html5-online-marketing/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/html5-online-marketing/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jun 2010 10:08:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[HTML5]]></category>
		<category><![CDATA[Online Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=237</guid>
		<description><![CDATA[ใน มุมของการตลาดโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์นั้น การมาของเทคโนโลยี HTML5 นั้นมีผลกระทบที่เยอะมาก จริงๆจะว่าไปแล้ว การแสดงผลบนเว็บนั้น ไม่ได้รับการพัฒนามานานแล้ว ตั้งแต่เราใช้ Notepadเขียนโค้ด การใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Dreamweaver, FrontPage หรือโปรแกรมอื่นๆ รวมทั้งการใช้ CSS Style Sheet ในการควบคุมการแสดงผลตัวอักษร จนมาถึงยุคที่ มีโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อออนไลน์ เริ่มมีการใช้ Macromedia Flash ที่ภายหลังเป็นของ Adobe มาช่วยในการแสดงผล เกิดป้ายแบนเนอร์โฆษณาขึ้นมาทำเงินในการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ เรามาดูกันว่า อินเทอร์เน็ตกับการตลาด การโฆษณา เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เทคโนโลยีการแสดงผลบนเว็บไซต์ เกี่ยวข้องกับการตลาดอย่างไร ก่อน อื่นต้องอธิบายก่อนว่า การแสดงผลบนเว็บไซต์นั้น จะต้องใช้ Browser (บราวเซอร์) ในการแสดงผล จะเป็นการแปลงค่าหรือถอดรหัส จากภาษา HTML โดยมีการคลุมด้วย CSS StyleSheet เพื่อการแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ แต่มันมีเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นก็คือ ในคอมพิวเตอร์ เราก็มีหลายระบบปฏิบัติการ ตั้งแต่ Windows 95 กับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img title="html5" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/06/html5.png" alt="" width="450" height="300" /></p>
<p>ใน มุมของการตลาดโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์นั้น การมาของเทคโนโลยี HTML5 นั้นมีผลกระทบที่เยอะมาก จริงๆจะว่าไปแล้ว การแสดงผลบนเว็บนั้น ไม่ได้รับการพัฒนามานานแล้ว ตั้งแต่เราใช้ Notepadเขียนโค้ด การใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Dreamweaver, FrontPage หรือโปรแกรมอื่นๆ รวมทั้งการใช้ CSS Style Sheet ในการควบคุมการแสดงผลตัวอักษร จนมาถึงยุคที่ มีโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อออนไลน์ เริ่มมีการใช้ Macromedia Flash ที่ภายหลังเป็นของ Adobe มาช่วยในการแสดงผล เกิดป้ายแบนเนอร์โฆษณาขึ้นมาทำเงินในการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ เรามาดูกันว่า อินเทอร์เน็ตกับการตลาด การโฆษณา เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร</p>
<p><strong>เทคโนโลยีการแสดงผลบนเว็บไซต์ เกี่ยวข้องกับการตลาดอย่างไร</strong></p>
<p>ก่อน อื่นต้องอธิบายก่อนว่า การแสดงผลบนเว็บไซต์นั้น จะต้องใช้ Browser (บราวเซอร์) ในการแสดงผล จะเป็นการแปลงค่าหรือถอดรหัส จากภาษา HTML โดยมีการคลุมด้วย CSS StyleSheet เพื่อการแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ แต่มันมีเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นก็คือ ในคอมพิวเตอร์ เราก็มีหลายระบบปฏิบัติการ ตั้งแต่ Windows 95 กับ Internet Explorer 4, Windows 98 กับ Internet Explorer 5 , Internet Explorer 5.5 จนมาถึง Windows XP กับ Internet Explorer 6 ซึ่งปัจจุบันไม่รองรับการแสดงผลหลายๆอย่าง เพราะตัวบราวเซอร์ไม่สนับสนุนและรองรับการแสดงผล ทางออกคือ ต้องติดตั้งปลั๊กอิน Flash Player เพื่อการแสดงผล Flash Animation บนเว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด Mozilla Firefox เพื่อแสดงผลได้ดีกว่า Internet Explorer 6 ดังนั้นจึงเป็นทางตันของเทคโนโลยี หากนักการตลาดต้องการที่จะสร้างเว็บไซต์ออนไลน์ในปัจจุบันซึ่งบราวเซอร์ตัว เก่าไม่รองรับในการแสดงผลได้อย่างถูกต้อง นี่คือคำตอบว่าทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงต้องเข้าใจและติดตามเทคโนโลยีของบ ราวเซอร์ด้วย</p>
<p><img title="HTML5-FLASH-200x102" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/06/HTML5-FLASH-200x102.png" alt="" width="200" height="102" /></p>
<p>หลายๆ คนอาจจะเคยเจอปัญหาโหลดเว็บไม่ขึ้น ค้าง แฮ้งค์ เพราะสคริปต์ของการรัน Flash การจัดการทรัพยากรของซีพียู กราฟิก มาตั้งแต่ Internet Explorer 6 จนหลายคนเลิกใช้ไป ตอนนี้ IE7. IE8 รองรับการแสดงผลเว็บไซต์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ดังนั้น HTML5 ที่จะมาพร้อมกับ Internet Explorer 9 ตัวใหม่ รวมทั้ง Google Chrome และ Safari จาก Apple</p>
<p>ถามว่าทำไมเรื่องเทคนิคแบบนี้ นักการตลาดต้องรู้ เข้าใจ และนำไปพัฒนาต่อได้ เหตุผลก็เป็นเพราะ เราจะต้องคิดต่อยอดได้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพราะหากเป็นการแสดงผลบนคอมพิวเตอร์อย่างเดียวอย่างสมัยก่อน ก็คงไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้ มีการแสดงผล การใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งบนคอมพิวเตอร์พีซี โน้ตบุ๊คจอ Wide Screen เน็ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ iPod Touch, iPhone, iPad ซึ่งก็มีระบบที่ต่างกัน มีขนาดความละเอียดของหน้าจอที่แตกต่างกันไป มีบราวเซอร์ที่ต่างกันมาก การนำ HTML, Java Script มาใช้ การคลุมด้วย CSS Style Sheet นั้นคงไม่พอเสียแล้วกับความต้องการในปัจจุบัน แถมยังแสดงผลไม่สมบูรณ์ เพราะบางอุปกรณ์แสดงผล Flash ไม่ได้</p>
<p>นักการตลาดต้องรู้อะไรบ้าง ต้องรู้ว่า การแสดงผลบนเว็บไซต์นั้น ผู้ใช้มีพฤติกรรมอย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไรแสดงผล มีขนาดการแสดงผลหน้าจออย่างไร ผู้ใช้นิยมใช้อุปกรณ์ใดในการแสดงผล มีพฤติกรรมอย่างไร จะเห็นได้ว่า หมดยุคแล้วกับการแสดงผลแบนเนอร์ Flash วิ่งไปวิ่งมา ไม่อยากคลิก ไม่สนใจ น่ารำคาญกับป๊อบอัพที่เกะกะสายตา</p>
<p>ทั้งหมดนี้นักการตลาดคิดได้ แต่มันไม่สะดวกสำหรับผู้บริโภค ใช้ Flash Animation สวยงาม สีสันแสบตาแทบอยากจะปิด ใช้บน iPhone แสดงผล Flash ไม่ได้ อันนี้ก็จบกัน มีป็อบอัพขึ้นมา กะให้คลิก น่าสนใจ กลับอยากจะหา x ปิดให้พ้นๆไป นี่แหละครับ พฤติกรรมผู้บริโภคที่นักการตลาดต้องเข้าใจด้วย ไม่ใช่ว่าสักแต่คิดว่ามันต้องสวยงาม เตะตา ท้ายสุดโดนปิดอย่างไม่ใยดี ทำให้ภาพลักษณ์ต่อแบรนด์แย่ลงไปด้วย</p>
<p><img title="html5-1" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/06/html5-1.jpg" alt="" width="400" height="321" /></p>
<p><strong>เมื่อมาตรฐานบนเว็บไซต์เปลี่ยนแปลงไป</strong></p>
<p>แรกๆ ทุกคนใช้คอมพิวเตอร์ Windows + Internet Explorer หรือ Netscape หรือใช้ Apple iMac ทำให้การแสดงผลในเว็บไซต์ อ้างอิงบราวเซอร์เหล่านี้ ตั้งแต่จอภาพขนาด 14 นิ้วแบบ CRT จนมาถึงมาตรฐาน 17, 19 นิ้วของจอ LCD ที่แสดงผลแบบ Wide Screen ส่งผลให้เว็บไซต์ที่ได้รับการออกแบบมานานแล้ว แสดงผลแค่ตรงกลางหน้า และมีที่ว่างด้านข้างเหลือเยอะมากเพราะการเขียนโค้ดนั้นไม่ได้ครอบคลุมหน้า จอปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังรองรับ 1024 x 768 ซึ่งเป็นจอสมัยก่อน</p>
<p>ตอนนี้ นักการตลาดต้องดูอะไร จอ LCD ราคาถูกลง ความละเอียดบนโน้ตบุ๊กอยู่ที่ 1280 x 600 pixels หรือ 1366 x 786 pixels กันแล้ว ยิ่งโน้ตบุ๊ตมี 14.1 15.1 16 หรือเน็ตบุ๊กมี 8, 9. 10.1, 11, 13,1 นิ้ว ต่างกันเยอะมาก ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์ให้แสดงผลที่ 1024 x 768 pixels นั้นก็คงไม่สามารถตอบสนองด้านการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันได้อีกต่อไป ทั้งยังต้องคิดเผื่อไปถึงการแสดงผลบน iPod Touch, iPhone ตัวใหม่ iPad และบนโทรศัพท์มือถือ ที่คิดๆแล้วปวดหัวกับความละเอียดหน้าจอที่ไม่เหมือนกันเลยสักรุ่น มาตรฐานก็ไม่เหมือนกัน บางอุปกรณ์แสดงผล Flash ไม่ได้ บางอุปกรณ์ไม่รองรับ Java Script</p>
<p>จึงเป็นที่มาของ HTML 5 ที่เป็นมากกว่าการแสดงผลบนโลกออนไลน์ เพราะมันมีผลในการแสดงผลสื่อออนไลน์ด้านการตลาดเลยทีเดียว เพราะทั้ง Internet Explorer 9 Preview และ Safari ก็ออกมาพูดถึงมาตรฐานใหม่อย่าง HTML5 กัน แบบนี้นักการตลาดไม่รู้ ไม่ได้แล้ว</p>
<p>ลองนึกภาพตาม ว่าการตลาดของสินค้าสักชิ้น แล้วต้องการให้แสดงผลบนเว็บไซต์ ลูกค้าบอกความต้องการในการทำตลาด โดยมีการตลาดออนไลน์เป็นอีกช่องทางด้วย แต่เนื่องด้วยอุปกรณ์ในการแสดงผลเปลี่ยนไปเร็วมาก ไม่ใช่แค่บนคอมพิวเตอร์จอ 17 นิ้วมาตราฐานอีกต่อไป กลายเป็นการแสดงผลบนจอ LCD 17 นิ้ว Wide Screen บนโน้ตบุ๊ก ความละเอียด 1366 x 768 pixels ยังไม่รวม iPod Touch, iPhone, iPad และมือถืออีกหลายรุ่นที่มีขนาดหน้าจอและความละเอียดต่างกันลิบ ซ้ำยังไม่สามารถแสดงผลบน iPhone, iPad ได้ด้วย เพราะไม่รองรับการแสดงผล Flash นั่นเอง</p>
<p>สิ่งที่นักการตลาดต้องการคืออะไร การตอบสนองการแสดงผลวีดีโอ การแสดงผลสามมิติ  HTML5 เข้ามาช่วยในการแสดงผลที่น่าตื่นเต้น บิวท์อินวีดีโอ กราฟิกสองมิติ สามมิติ ทั้งหมดนี้นักการตลาดจะต้องรวบรวมข้อมูล นักพัฒนา โปรแกรมเมอร์จะต้องเรียนรู้และศึกษาให้เข้าใจ เพราะหากทำออกมาแล้ว แสดงผลบน iPhone ไม่ได้ ก็ต้องมาแก้หรือทำใหม่เพื่อรองรับการแสดงผลบน iPhone, iPad อีกรอบ</p>
<p>การทำ HTML5 นั้นก็ต้องมีหลายปัจจัย ทั้ง Hardware รองรับ Browser สนับสนุน นักการตลาดต้องหาข้อมูลกลุ่มเป้าหมายแล้วล่ะ ถ้าเกิดเป็นลุงๆ ป้าๆ คนทำงานที่ใช้คอมเป็นอย่างเดียว ติดตั้งอะไรไม่เป็น ใช้แต่ IE6 ก็จะไม่สามารถชมการแสดงผลได้ การนำเสนอ การประชาสัมพันธ์ก็ตกไป ทำให้เสียกลุ่มลูกค้าไปอีก เพราะเมื่อมี HTML5 ก็เหมือนกับการบังคับกลายๆ ให้เปลี่ยนมาใช้ IE9 หรือ Safari หรือ Chrome ที่รองรับการแสดงผลได้สมบูรณ์แบบกว่า</p>
<p>จะว่าไปก็น่าคิด เพราะจะทำยังไงให้ทุกคนอัพเกรดบราวเซอร์เพื่อรับชมเว็บไซต์ในคอมพิวเตอร์ หากแสดงผลไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็จะปิดหน้าเว็บนั้นไป แต่หากเป็นหนุ่มสาวออฟฟิศที่รู้เรื่องไอที ก็จะอัพเดต Flash อัพเดต Browser เพื่อรับชม</p>
<p>ยิ่งมี iPhone, iPad, iPod Touch เกลื่อนเมืองมากขึ้น เมื่อไม่มีการแสดงผล Flash บนอุปกรณ์ของ Apple ผู้พัฒนาจึงต้องเขียนโปรแกรมใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับการแสดงผลบน iPhone, BlackBerry โดยเฉพาะ ยังไม่นับรวม Android ที่อีก แถมยังมี Opera Mini เป็นบราวเซอร์บนมือถือทั่วไปด้วย จึงคาบเกี่ยวกับแอพและฮาร์ดแวร์ด้วย</p>
<p>อย่าง Apple เองที่พยายามสร้างมาตรฐาน  HTML5 เพื่อการแสดงผลรูปภาพ การแสดงผลได้ไหลลื่น โดยไม่ต้องใช้ Flash อันนี้นักการตลาดคงจะเริ่มเห็นอนาคต หรือเห็นว่างานเข้า กับเว็บไซต์ที่เคยวางแผนการตลาดให้ เพราะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด อย่างหน้าเว็บไซต์ของ dtac เอง ก็มีการพัฒนาให้แสดงผลบน iPhone, iPad มากขึ้น จะว่าไป เหมือนกับความพยายามให้ใช้ Safari เป็นเว็บบราวเซอร์ หรือมองหาบราวเซอร์อื่นที่สนับสนุน HTML5 นี่คือคำตอบว่าทำไมตอนนี้ หลายๆคนติดตั้งทั้ง Firefox, Opera, Chrome, Flock ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่มีครอบครอง เพราะมาตรฐานมันเยอะมาก จนการแสดงผลไม่สมบูรณ์ ต้องมีหลายเบราเซอร์ช่วยในการแสดงผล</p>
<p><strong>ส่งท้าย</strong></p>
<p>บท สรุปของนักการตลาดที่ต้องรู้เทคโนโลยี เพราะการแสดงผล Flash นั้น ดันแสดงผลบน iPhone, iPad, iPod Touch ไม่ได้ เอาล่ะสิ ยิ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีผู้ใช้งานระดับต้นๆของโลกซะด้วย ดังนั้น HTML5 จึงมาเป็นทางเลือกสำหรับการแสดงผลบนอุปกรณ์ของ Apple และทุกๆอุปกรณ์ด้วย ซึ่งจะเรียกว่าแก้ปัญหาเล่น Flash ไม่ได้ ก็คงไม่ใช่ เพราะเป็นการรนหาทางออกซะมากกว่าเพราะ Adobe ก็เจ้าแห่งมาตรฐาน Flash ซะด้วย</p>
<p>ต่อไปเมื่อนักการตลาดจะวางแผนการตลาด อาจจะต้องมองสื่อออนไลน์ รวมทั้งเว็บไซต์ต่างๆ กับการแสดงผลในอนาคตด้วย ไม่ใช่แค่มองราคาป้ายแบนเนอร์ กิจกรรม หรือ Social Media อย่างในปัจจุบัน เพราะต่อไปตัวเลข UIP อาจจะไม่สำคัญเท่ากับ การแสดงผลได้ในทุกอุปกรณ์ หากเปิดเข้าไปแล้วแสดงผลไม่ได้ คำตอบสุดท้ายก็คือ x ปิดหน้าจอไปในทันที เพราะพฤติกรรมผู้ใช้ จะไม่อัพเกรดหรือดิ้นรนใดๆ ทียุ่งยากลำบากหากไม่จำเป็นจริงๆ</p>
<p>มองอนาคตต่อไป HTML5 ทางเลือกใหม่ แต่ก็ไม่ได้ฆ่า Flash เพราะหากทุกๆอุปกรณ์ใช้งานได้เหมือนกันหมด มันก็คงจะตอบโจทย์การตลาดออนไลน์ที่สมบูรณ์ในทุกอุปกรณ์ได้</p>
<p>โดย @yokekung﻿</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/html5-online-marketing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตลาดออนไลน์กับ &#8220;ร้านก๋วยเตี๋ยว&#8221;</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/online-marketing-with-noodle/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/online-marketing-with-noodle/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 May 2010 10:04:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=235</guid>
		<description><![CDATA[ไม่น่าเชื่อ! แต่ก็เป็นไปได้ วันนี้ผมมีตัวอย่างสุดยอดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีการใช้อินเทอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์คและการตลาดเต็มรูปแบบ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จากเดิมยอดขายวันละไม่กี่พันบาท มาเป็นหลายหมื่นบาทภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจร้านอาหารที่สามารถเรียกได้ว่า ธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป แต่ต้องนับถือความ &#8220;มีกึ๋น&#8221; ของเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหนุ่มใหม่ไฟแรงอายุไม่ถึง 30 แต่สามารถบริหารธุรกิจให้เติบโตได้ขนาดนี้ &#8230;. มาดูกัน เจ๊กเม้งมาแล้วจ้า&#8230;. ธุรกิจที่ผมจะแนะนำวันนี้คือ &#8220;ร้านก๋วยเตี๋ยว เจ๊กเม้ง&#8221; ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่ในเมืองเพชรบุรี มีมานานเกือบ 50 ปี มีก๋วยเตี๋ยว และมีอาหารหลายอย่างมากมาย อยู่ถนนหน้าถนนเขาวัง ไปง่ายมากๆ ส่วนตัวผมรู้จักร้านเจ๊กเม้งนี้จากทวิตเตอร์ โดยในเดือนมีนาคม ผมเห็นพี่ชาลอต โทณวณิก (@charlot2000) ส่งทวิตเตอร์มาบอกว่า ได้ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ และเป็นร้านที่มีการนำเอาสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบมาใช้ในการโปรโมทร้านค้า ผมเห็นก็เกิดความสนใจ ที่ธุรกิจร้านอาหารสามารถนำอินเทอร์เน็ต และโซเชียล เน็ตเวิร์คมาใช้กับธุรกิจได้ด้วย สื่อออนไลน์ที่ร้านนี้ได้เอามาใช้ได้แก่ เว็บไซต์ www.jekmeng-noodle.com, เฟซบุ๊ค, ไฮไฟว์, เอ็มเอสเอ็น , แบล็คเบอร์รี, คิวอาร์-โค้ด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่น่าเชื่อ! แต่ก็เป็นไปได้ วันนี้ผมมีตัวอย่างสุดยอดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีการใช้อินเทอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์คและการตลาดเต็มรูปแบบ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จากเดิมยอดขายวันละไม่กี่พันบาท มาเป็นหลายหมื่นบาทภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี</p>
<p>ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจร้านอาหารที่สามารถเรียกได้ว่า ธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป แต่ต้องนับถือความ &#8220;มีกึ๋น&#8221; ของเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหนุ่มใหม่ไฟแรงอายุไม่ถึง 30 แต่สามารถบริหารธุรกิจให้เติบโตได้ขนาดนี้ &#8230;. มาดูกัน</p>
<p>เจ๊กเม้งมาแล้วจ้า&#8230;.</p>
<p>ธุรกิจที่ผมจะแนะนำวันนี้คือ &#8220;ร้านก๋วยเตี๋ยว เจ๊กเม้ง&#8221; ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่ในเมืองเพชรบุรี มีมานานเกือบ 50 ปี มีก๋วยเตี๋ยว และมีอาหารหลายอย่างมากมาย อยู่ถนนหน้าถนนเขาวัง ไปง่ายมากๆ </p>
<p>ส่วนตัวผมรู้จักร้านเจ๊กเม้งนี้จากทวิตเตอร์ โดยในเดือนมีนาคม ผมเห็นพี่ชาลอต โทณวณิก (@charlot2000) ส่งทวิตเตอร์มาบอกว่า ได้ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ และเป็นร้านที่มีการนำเอาสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบมาใช้ในการโปรโมทร้านค้า ผมเห็นก็เกิดความสนใจ ที่ธุรกิจร้านอาหารสามารถนำอินเทอร์เน็ต และโซเชียล เน็ตเวิร์คมาใช้กับธุรกิจได้ด้วย</p>
<p>สื่อออนไลน์ที่ร้านนี้ได้เอามาใช้ได้แก่ เว็บไซต์ www.jekmeng-noodle.com, เฟซบุ๊ค, ไฮไฟว์, เอ็มเอสเอ็น , แบล็คเบอร์รี, คิวอาร์-โค้ด (QR-Code) เห็นได้เลยว่าร้านนี้ &#8220;ไม่ธรรมดา&#8221; ใช่ไหมครับ</p>
<p>ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสแวะมาที่ร้านเจ๊กเม้ง จนได้ เพราะในขณะที่ผมไปกำลังขับรถไปหัวหิน ก็ได้บังเอิญอ่านไปเจอทวิตเตอร์ที่พูดถึงร้านนี้พอดี ผมส่งข้อความไปทักทายเจ้าของร้านนี้ผ่านทางทวิตเตอร์ และได้บอกว่าเดียวจะขอแวะไปทานที่ร้าน</p>
<p>พอขับไปถึงก็ได้พบกับคนที่บริหารร้านนี้คือ คุณไอซ์ (@iczz) ซึ่งหลังจากได้พูดคุย และสัมผัสถึงของให้บริการของร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ พบว่า การให้บริการและการตลาดของร้านนี้สุดยอดมากๆ เลย มาดูกันว่าร้านนี้ทำการตลาดอะไรบ้าง?</p>
<p>เมนูร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊กเม้ง)</p>
<p>เมื่อคุณเข้ามานั่งร้าน ภายในร้านมีทีวีซึ่งมีวีดิโอเพลงทันสมัยๆ (ตอนผมไปเป็นเพลงเกาหลี) เปิดไว้ให้ดู มีโลโก้ร้าน เจ๊กเม้งอยู่ด้านล่างไว้ตลอด พร้อมกับจะมีภาพรายการอาหารจากเมนูในร้าน เพื่อให้คนในร้านนั่งดู และสามารถเห็นรายการอาหารอื่นๆ เพิ่มเติม เป็นการกระตุ้นและสื่อสารกับลูกค้าภายในร้านอีกทาง (เจ้าของร้านนั่งตัดต่อวีดีโอเอง บอกว่าทำไม่ยาก โปรแกรมฟรีๆ มีเต็มไปหมด)</p>
<p>เมื่อคุณทานอาหารเสร็จแล้ว จะมีแบบสอบถาม ว่าคุณทานอาหารแล้วเป็นอย่างไรบ้าง รู้จักร้านนี้จากช่องทางไหน และสิ่งประทับใจ รวมถึงมีการขอข้อมูลลูกค้าเอาไว้ เช่น ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลที่สำคัญที่ทำให้ทางร้านค้าสามารถ &#8220;สื่อสารกลับไปหาลูกค้าอีกครั้ง&#8221; ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย และทางร้านยังได้ทำเอกสารแผ่นพับ ขนาดใหญ่ (มาก) แจกลูกค้าทุกคน</p>
<p>โดยในแผ่นผับจะมีเมนูอาหาร ข้อมูลข่าวสารของร้านค้า ช่องทางในการติดต่อ และอะไรอีกหลายๆ อย่างมากมาย โดยมีการพิมพ์ออกมาเป็นประจำ และหลังจากที่คุณทานอาหารเสร็จและออกจากร้านค้ามาแล้ว ทางร้านค้าจะมีการส่งเอสเอ็มเอสมาที่มือถือของคุณเพื่อขอบคุณ ที่มารับประทานอาหารที่ร้านค้า</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีการใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ค เช่น เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือในการสื่อสารอีกด้วย สนใจติดตามของร้านนี้ สามารถดูได้ที่ เฟซบุ๊คของเจ๊กเม้ง, ทวิตเตอร์ของเจ๊กเม้ง, บีบี พิน, คิวอาร์ โค้ด ,ไฮไฟว์ ของเจ๊กเม้ง http://jekmeng.hi5.com/  เว็บไซต์ของเจ๊กเม้ง -http://www.jekmeng-noodle.com  และอีเมล </p>
<p>และหากคุณกลับมาถึงบ้านแล้ว คุณมีภาพถ่ายของคุณหรือกับเพื่อนๆ ที่ร้านเจ๊กเม้ง คุณสามารถส่งภาพที่คุณถ่ายไปที่ร้านเจ๊กเม้ง ทาง email และทางร้านจะพิมพ์ภาพของคุณ มาใส่ในอัลบั้มที่วางโชว์อยู่ในร้านอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่สร้างการบอกต่อ และทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นกันเอง มีส่วนร่วมกับทางร้าน และนอกจากนี้ทางร้านค้ายังมีการส่งอาหารไปยังกรุงเทพฯ ผ่านบริการรถตู้ สั่งเช้าได้เที่ยงพร้อมกิน และยังมีการจัดเลี้ยง</p>
<p>จากเครื่องมือการสื่อสารง่ายๆ ทั้งหมดที่ผมบอกมา เป็นเครื่องมือที่วัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ใช้กัน แต่ความเจ๋งของคุณไอซ์ คือสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของครอบครัวได้เจ๋งเป้งไปเลย.!</p>
<p>คุณเองก็อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตอยู่แล้วอย่างพวกเฟซ บุ๊ค, ไฮไฟว์, แบล็คเบอร์รี, เอ็มเอสเอ็น และ &#8220;หลายๆ คนก็อาจจะใช้เวลาอยู่กับพวกเครื่องมือเหล่านี้ โดยไม่เกิดประโยชน์กับตัวเอง หรือธุรกิจ&#8221; ผมอยากให้หันมามองดูตัวอย่างของ ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊กเม้ง ที่คุณไอซ์เด็กหนุ่มคนนึง เค้าก็ใช้สิ่งเหล่านี้เหมือนกัน แต่เค้าสามารถนำประยุกต์ใช้เพิ่มรายได้ และมูลค่าให้กับธุรกิจของครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยม</p>
<p>ผมว่าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่า&#8230;คุณน่าจะได้ไอเดียอะไรบางอย่างในระหว่างที่อ่านเรื่องราวของ ร้านเจ๊กเม้ง ทีนี้ก็ถึงตาคุณแล้วละครับว่า &#8220;คุณจะนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ ที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบัน มาประยุกต์และใช้กับตัวเองหรือธุรกิจทั้งของตัวเอง-ครอบครัว หรือที่งานของคุณให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร&#8221;</p>
<p>ให้เวลาคิด 10 วินาที&#8230;. แล้วค่อยอ่านบรรทัดถัดไป&#8230;.9&#8230;8&#8230;7&#8230;.6&#8230;5&#8230;4&#8230;3&#8230;2&#8230;1&#8230; </p>
<p>(เอ้าอย่ามั่วแต่อ่านสิ ให้คิด&#8230;.ไม่ได้ให้อ่านนะจ๊ะ) คิดๆๆๆๆ เพราะหากคุณไม่คิด บทความนี้จะไม่เกิดประโยชน์กับตัวคุณเลย</p>
<p>สำหรับคนที่คิดได้แล้ว&#8230;. ผมจะบอก &#8220;ขั้นตอนที่ยากและท้าท้ายที่สุด&#8221; ของคุณจะทำก็คือ &#8220;การลงมือทำมันจริง&#8221; ดังนั้นอย่ามั่วคิด ให้คุณปักลงไปเลยว่าคุณจะเริ่มต้นทำมันวันในวันไหน? หรือถ้าง่ายที่สุด &#8220;ก็ทำมันซะเลยสิครับตอนนี้&#8221; จะรอให้คนอื่นเอาสิ่งที่คุณคิดไปทำก่อนหรือยังไง&#8230;.. ลงมือทำเลยครับ</p>
<p>ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/online-marketing-with-noodle/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Facebook Profile : ถ้า Facebook เป็นประเทศ</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/facebook-profile/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/facebook-profile/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Mar 2010 10:14:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook Profile]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=240</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อปีที่แล้ว สถิตของ Facebook บอกว่าถ้า Facebook เป็นประเทศ จะมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก…วันนี้ Facebook ขยับขึ้นมาอีก 1 อันดับแล้วเน้อ เป็นอันดับที่ 3 ของโลก (สงสัยเป็นเพราะ Farmville ปรากฏการณ์คนหันมาเริ่มสนใจการเกษตรมากขึ้น นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2004 Facebook ก็โตขึ้นเรื่อยๆ และในสัปดาห์ของวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นเว็บไซต์ที่คนอเมริกันเข้ามากที่สุด (แซง Google ไปเฉยเลย!!) โดยที่สถิติจาก Hitwise แสดงให้เห็นว่าในอาทิตย์นั้น traffic บนโลกอินเตอร์เน็ตเป็นของ Facebook ซะ 7.07% ส่วน Google กินพื้นที่จราจรไป 7.03% ห่างกันหน่อยนึง แต่นั้นหมายความว่าสัดส่วนตลาดของ Facebook เพิ่มขึ้นถึง 185% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ส่วนของ Google ถือว่าเพิ่มขึ้นคิดเป็นเพียง 9%) ค่ะ ด้วยประชากรกว่า 400 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อปีที่แล้ว สถิตของ Facebook บอกว่าถ้า Facebook เป็นประเทศ จะมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก…วันนี้ Facebook ขยับขึ้นมาอีก 1 อันดับแล้วเน้อ เป็นอันดับที่ 3 ของโลก (สงสัยเป็นเพราะ Farmville ปรากฏการณ์คนหันมาเริ่มสนใจการเกษตรมากขึ้น</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro1.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2004 Facebook ก็โตขึ้นเรื่อยๆ และในสัปดาห์ของวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นเว็บไซต์ที่คนอเมริกันเข้ามากที่สุด (แซง Google ไปเฉยเลย!!) โดยที่สถิติจาก Hitwise แสดงให้เห็นว่าในอาทิตย์นั้น traffic บนโลกอินเตอร์เน็ตเป็นของ Facebook ซะ 7.07% ส่วน Google กินพื้นที่จราจรไป 7.03% ห่างกันหน่อยนึง แต่นั้นหมายความว่าสัดส่วนตลาดของ Facebook เพิ่มขึ้นถึง 185% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ส่วนของ Google ถือว่าเพิ่มขึ้นคิดเป็นเพียง 9%) ค่ะ</p>
<p>ด้วยประชากรกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก แถมยังเป็นจำนวนที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย ถ้า Facebook เป็นประเทศ ก็จะถือว่ามีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกต่อจากจีน (1.33 พันล้านคน) และอินเดีย (1.17 พันล้านคน) ค่ะ</p>
<p>แล้วถ้า Facebook ถูกเสนอชื่อเป็นประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ profile ของ Facebook จะเป็นยังไง ลองมาดูกันเล่นๆ ค่ะ (อันนี้ขำๆ เน้อ อย่าซีเรียส) :p</p>
<p>GDP Per Capita (รายได้ประชากรต่อหัว)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro2.png" border="0" alt="" /></p>
<p>จากการคาดการณ์แล้ว ปีนี้ Facebook น่าจะมีรายได้ประมาณ 1 – 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งยังห่างจาก Google อีกเยอะ (ปีที่แล้ว Google มีรายได้ถึง 23.6 พันล้านเหรียญ) ถ้า Facebook เป็นประเทศ รายได้มวลรวมก็จะอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านเหรียญ ส่วนประชากรอยู่ที่ 400 ล้านคน นั่นก็หมายความว่ารายได้ต่อหัวของประชากร Facebook จะอยู่ที่ประมาณ 2.50 เหรียญเท่านั้นค่ะ น้อยกว่าประเทศซิมบับเวย์ (GDP per capita = $100) ดังนั้นถ้า Facebook เป็นประเทศ ตำแหน่งประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรที่ต่ำที่สุดในโลกก็จะตกเป็นของ Facebook อย่างไม่มีข้อแม้ :p</p>
<p>Land Area พื้นที่ภูมิศาสตร์</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro3.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>จากบทความของ Data Center Knowledge ปรากฏว่า ณ เดือนตุลาคมปีที่แล้ว Facebook มีเครื่อง Server ทำงานอยู่ประมาณ 30,000 เครื่อง (ตัวเลขจาก Jeff Rothschild ซึ่งเป็น VP technology ของ Facebook) ซึ่งตัวเลขนี้น่าจะเพิ่มขึ้นแล้ว</p>
<p>ทีนี้พอมาเทียบเป็นพื้นที่ภูมิศาสตร์ ความหนาแน่นประชากรของสหรัฐฯ อยู่ที่ 308 ล้านคน หารด้วยพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกม. เท่ากับความหนาแน่นประชากร 32.1 คนต่อตารางกม. (หรือ 82.9 คนต่อตารางไมล์) เพราะฉะนั้นถ้า Facebook เป็นประเทศ จะต้องมีพื้นที่ทั้งหมด 12.5 ล้านตารางกม. หรือเท่ากับ 3/4 ของพื้นที่รวมของประเทศรัสเซียค่ะ</p>
<p>Number of Births In Every Second (อัตราการเกิด)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro4.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>จากการคำนวณว่า Facebook อาจจะมีผู้ใช้ 1 พันล้านคนภายในปี 2012 Facebook ใช้เวลา 77 วัน ในการเพิ่มประชากรจาก 300 ล้านคนเป็น 350 ล้านคน (1 ธันวา 2009) ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาเป็นอัตราการเกิด 50 ล้านคน หารด้วย 77 วัน ก็จะได้อัตราการเกิดที่ 649,350 คนต่อวัน นั่นหมายความว่าใน 1 วัน จะมีคนสมัครเป็นสมาชิก Facebook วันละประมาณ 650,000 คน หรือประมาณ 7.5 คนต่อวินาทีค่ะ</p>
<p>และถ้า Facebook เป็นประเทศจริงๆ ตัวเลขอัตราการเกิดต่อวินาทีนี้มากกว่าคู่แข่งเยอะเลยค่ะ — อินเดียมีอัตราการเกิด 1 คนต่อ 1.2 วินาที และจีน 1 คนต่อ 1.7 วินาที เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าประชากรใน Facebook อาจยังไม่รู้จักการคุมกำเนิด :p</p>
<p>Language (ภาษา)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro5.png" border="0" alt="" /></p>
<p>Facebook ให้บริการในกว่า 70 ภาษา ซึ่งเทียบไม่เท่ากับ List 20 อันดับประเทศที่ใช้ภาษามากที่สุดในโลก เลยค่ะ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าปาปัวนิวกินีมีภาษาที่ใช้มากกว่า 820 ภาษา!! ตามมาด้วยอินโดนีเซียด้วย 742 ภาษา และไนจีเรียด้วย 516 ภาษาค่ะ</p>
<p>The Working Population (ประชากรทำงาน)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro6.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>ตอนนี้จำนวนนักคิด และนักพัฒนาแอพฯ ให้กับ Facebook มีกว่า 1 ล้านคนจากกว่า 180 ประเทศ เพราะฉะนั้นถ้า Facebook เป็นประเทศ ประชากรที่เป็นคนทำงานมีแค่ประมาณ 0.25% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แล้วอีก 99.75% ที่เหลืออ่ะ ตกงานได้อีก …. ถ้างั้น Facebook ก็เป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานที่มากที่สุดในโลก เพราะเก็บผักกันอย่างพอเพียง</p>
<p>ที่มา : TechXav</p>
<p>Blog: mashingup.wordpress.com ค่ะ ^^</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/facebook-profile/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

