อีเบย์ดัน 4 ธุรกิจไทยโกอินเตอร์ ชี้ไทยยอดขายสูงสุดในอาเซียน
“อีเบย์” ชี้อีคอมเมิร์ซไทยแนวโน้มดี ยึดอันดับหนึ่งยอดขายสูงสุดของภูมิภาค เผย “อัญมณี-แฟชั่น” ครองอันดับสินค้าขายดี
ล่าสุดเลือก “ไทย” ร่วมอีก 5 ประเทศนำร่องโปรเจคใหม่ ดันสินค้า 4 กลุ่มขายผ่านอีเบย์ทั่วโลก หนุนตลาดโตกว่า 24%
นายเอกชัย รุกขจันทรกุล หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ อีเบย์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพรวมตลาดซื้อขายออนไลน์ในไทยยังมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยผลสำรวจพบว่า ปีที่ผ่านมาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย 18.1 ล้านคน ในจำนวนนี้ใช้บริการซื้อของออนไลน์สูงขึ้นเป็น 61%
ขณะที่มูลค่าการซื้อขายผ่านเว็บอีเบย์ในไทยโตขึ้นถึง 21% ในเชิงมูลค่าของสินค้าโต 24% ในเชิงปริมาณของสินค้า และครองอันดับประเทศที่มีสินค้าส่งออกผ่านระบบออนไลน์ของอีเบย์สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“สินค้าไทยที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งยังคงเป็น “อัญมณี” รองลงมาคือกลุ่มแฟชั่น ใกล้เคียงกับแนวโน้มในตลาดโลกที่สินค้าขายดีอันดับหนึ่งคือเครื่องประดับและ อัญมณี โดยมีความถี่ในการขายได้ 4 ชิ้นในทุก 1 นาที ส่วนเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายขายได้ 2 ชิ้นในทุก 1 นาที” นายเอกชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม อีเบย์ยังคงเน้นการทำตลาดในระดับธุรกิจและผู้บริโภค (บีทูซี) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดในตลาดอีเบย์ไทย
ล่าสุดอีเบย์ได้เลือกไทยเป็น 1 ใน 6 ประเทศในแถบอาเซียน หรือสิงคโปร์, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และเวียดนามนำร่องโครงการ “อีเบย์สำหรับธุรกิจ” ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศส่งออกสินค้าไปยังตลาดสำคัญของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย และยุโรป โดยอีเบย์จะ ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา และมีทีมงานคอยช่วยเหลือในการเริ่มทำตลาดออนไลน์ตั้งแต่เริ่มต้น คาดว่าใช้เวลาเทรนนิ่งให้กับแต่ละรายราว 3-6 เดือน
โดยโครงการดังกล่าวจะเน้นผู้ประกอบการที่มีรายได้ราว 1.5 แสนบาทต่อเดือนขึ้นไป มีลูกค้าหลักในกลุ่มสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส ต้องเป็นผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจเครื่องประดับอัญมณีและนาฬิกา, เสื้อผ้า, สินค้าไอที-ชิ้นส่วนยานยนต์ สินค้าตกแต่งบ้าน เพราะอีเบย์มองว่าเป็นจุดแข็งของสินค้าไทย และเหมาะกับการขยายตลาดออนไลน์
ทั้งนี้บริษัทจะทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการลดความกังวล และความกลัวที่จะทำตลาดออนไลน์ แบบไม่มีค่าใช้จ่ายในการให้คำปรึกษา ส่วนผู้ประกอบการจะเสียค่าธรรมเนียมการทำตลาดบนอีเบย์ตามปกติ ซึ่งโดยเฉลี่ย 15% ของราคาสินค้า
“เราไม่ได้มองธุรกิจที่ขายของแค่ 10 ชิ้น หรือ 20 ชิ้น แต่มองที่ระดับของผู้ประกอบธุรกิจมีสต็อกสินค้า เพราะเราเชื่อว่าจะทำให้สินค้ามีความหลากหลาย ซึ่งก็น่าจะมีโอกาสในการขายได้มากขึ้น” นายเอกชัยกล่าว
พร้อมกับคาดว่าแผนดังกล่าวจะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยมีความมั่นใจ ในการขยายตลาดต่างประเทศผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น และกระตุ้นให้มียอดขายผ่านอีเบย์โตมากกว่า 24% ในปี 2554
ที่มาของข่าว: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
Did you enjoy this post? Why not leave a comment below and continue the conversation, or subscribe to my feed and get articles like this delivered automatically to your feed reader.








Comments
No comments yet.
Leave a comment