<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SL Click Biz</title>
	<atom:link href="http://www.slclickbiz.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.slclickbiz.com</link>
	<description>บริการให้คำปรึกษาทางด้านการตลาดออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน Internet Marketing, Search Engine Marketing, Social Media Marketing ติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ 0865433840 : Internet Marketing Consultant by SL Click Biz</description>
	<lastBuildDate>Thu, 02 Sep 2010 16:38:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>Sanook.com ขายให้จีน 341 ล้านบาท</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/tencent-take-over-sanook/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/tencent-take-over-sanook/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Sep 2010 16:19:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[online advertising]]></category>
		<category><![CDATA[Online Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณาออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=273</guid>
		<description><![CDATA[ข่าวใหญ่แบบนี้ ไม่แชร์ลง SL Click Biz! คงไม่ได้ เพราะเว็บไซต์อันดับหนึ่งของไทย Sanook.com ที่ถูกบริษัทสัญชาติจีน Tencent ซื้อหุ้นไปด้วยมูลค่าเพียง 10.5 ล้านหรือประมาณ 341 ล้านบาท หากได้ตามข่าวใน Manager จะเห็นข่าวที่ล้วงลึกกันถึงตับ..ใต..ไส้..พุง ว่าเหตุใด Sanook ถึงขายในราคาที่ถูก หรือว่าเป็นเพราะ Sanook ขาดทุนสะสมมานานหลายปี? เรื่องนี้ขอ no comment แต่อ่านจากข่าวด้านนี้กันเองดีกว่า “บริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด”ขาดทุนสะสมเกิน 1,000 ล้านเหรียญมานานกว่า 3 ปีแม้จะสามารถทำกำไรขั้นต้นในแต่ละไตรมาสได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นักสังเกตการณ์เชื่อว่าบริษัทจีนมองเห็นศักยภาพของสนุกดอทคอมในการเป็นทาง ลัดเพื่อขยายฐานตลาดทั่วเอเชีย และการซื้อขายหุ้นครั้งนี้จะส่งให้การแข่งขันในตลาดออนไลน์ไทยเข้มข้นขึ้น แน่นอน ผลของการซื้อขาย คือหุ้นของสนุกกว่า 2,496 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 49.92% ของบริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด ซึ่งบริษัท เอ็มเว็บ พอร์ทัล (ประเทศไทย) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข่าวใหญ่แบบนี้ ไม่แชร์ลง SL Click Biz! คงไม่ได้  เพราะเว็บไซต์อันดับหนึ่งของไทย Sanook.com ที่ถูกบริษัทสัญชาติจีน Tencent ซื้อหุ้นไปด้วยมูลค่าเพียง 10.5 ล้านหรือประมาณ 341 ล้านบาท หากได้ตามข่าวใน Manager จะเห็นข่าวที่ล้วงลึกกันถึงตับ..ใต..ไส้..พุง ว่าเหตุใด Sanook ถึงขายในราคาที่ถูก  หรือว่าเป็นเพราะ Sanook ขาดทุนสะสมมานานหลายปี?  เรื่องนี้ขอ no comment แต่อ่านจากข่าวด้านนี้กันเองดีกว่า</p>
<p>“บริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด”ขาดทุนสะสมเกิน 1,000 ล้านเหรียญมานานกว่า 3 ปีแม้จะสามารถทำกำไรขั้นต้นในแต่ละไตรมาสได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นักสังเกตการณ์เชื่อว่าบริษัทจีนมองเห็นศักยภาพของสนุกดอทคอมในการเป็นทาง ลัดเพื่อขยายฐานตลาดทั่วเอเชีย และการซื้อขายหุ้นครั้งนี้จะส่งให้การแข่งขันในตลาดออนไลน์ไทยเข้มข้นขึ้น แน่นอน</p>
<p>ผลของการซื้อขาย คือหุ้นของสนุกกว่า 2,496 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 49.92% ของบริษัท สนุก ออนไลน์ จำกัด ซึ่งบริษัท เอ็มเว็บ พอร์ทัล (ประเทศไทย) จำกัดถืออยู่ ได้ตกไปอยู่ในมือยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการเว็บท่าหรือ Web Portal แดนมังกรนามว่าเท็นเซ็นต์ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเด็นที่เกิดขึ้นได้รับความสนใจจากคนไทยอย่างมาก เนื่องจากสนุกดอทคอมนั้นมีดีกรีเป็นเว็บไซต์ไทยที่มีเพจวิวสูงที่สุดใน ประเทศ</p>
<p><img title="w_sanook" src="http://www.marketingoops.com/wp-content/uploads/2010/09/w_sanook.jpg" alt="" width="600" height="319" /></p>
<p>ข้อมูลจากทรูฮิตส์ (truehits.net) ระบุว่าปริมาณการใช้งาน sanook.com ในเดือนกรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมานั้นสูงถึง 2,522,940 เพจวิว สูงที่สุดในบรรดาเว็บไทยแต่เป็นอันดับ 6 ของประเทศเพราะแพ้ทางเว็บต่างชาติอย่าง Google (ทั้ง .com และ .co.th), YouTube, Windows Live และ Facebook</p>
<p>ที่ผ่านมา บริการของสนุกดอทคอมนั้นครอบคลุมทั้งส่วนความบันเทิง ข้อมูลข่าวสาร บริการชุมชนคนออนไลน์ และบริการอีคอมเมิร์ช มีรายได้จากธุรกิจโฆษณาออนไลน์บนเว็บท่า, เกมออนไลน์, ลงประกาศ รวมถึงบริการทางโทรศัพท์มือถือ การที่บริษัทจีนเทเงินซื้อหุ้นสนุกดอทคอมย่อมจะทำให้บริการเหล่านี้เปลี่ยน แปลงไปในอนาคต</p>
<h4>ทำไมซื้อ ทำไมขาย (ถูก) ?</h4>
<p>รายงานข่าวเบื้องต้นระบุว่า การซื้อหุ้นสนุกดอทคอมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ขยายตลาดในเอเชียของ เท็นเซ็นต์ ก่อนหน้านี้ เท็นเซ็นต์ได้ซื้อบริษัท Comsenz ผู้ให้บริการเว็บบอร์ดออนไลน์และเครือข่ายสังคมของจีน โดยผู้บริหารสนุกบอกว่า การเข้าซื้อหุ้นสนุกจะทำให้เท็นเซ็นต์สามารถส่งต่อความรู้ความชำนาญแก่สนุก ดอทคอมได้</p>
<p>นี่อาจเป็นเพียงเหตุผลส่วน เดียวที่ทำให้เอ็มเว็บตัดสินใจขายหุ้น เพราะจากการตรวจสอบงบดุลและงบกำไรขาดทุนของสนุก เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้สนุกตัดสินใจขายหุ้นเกือบครึ่งหนึ่งในราคาเพียง 10.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับดีกรีเว็บไทยอันดับ 1) กลับพบว่าสนุกมีตัวเลขการขาดทุนสะสม 1,325 ล้านบาท (ตัวเลขไตรมาส 1 ปี 53) ทั้งที่สามารถทำกำไรขั้นต้นได้เพิ่มขึ้นทุกปี</p>
<p>ตัวเลขขาดทุนไตรมาส 1 ปี 53 ถือว่าดีกว่าตัวเลขขาดทุนสะสมในปี 52 ซึ่งสนุกดอทคอมขาดทุนสะสมถึง 1,408 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 50 ที่ขาดทุน 1,241 ล้านบาท</p>
<p>ส่วนหนึ่งที่ทำให้สนุกขาดทุนสูงผิดปกติในปี 52 คือตัวเลขขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ต้นทุนการให้บริการเพิ่ม โดยในส่วนของรายได้ ไตรมาสแรกของปี 53 สนุกสามารถทำรายได้ราว 177 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 52 ที่ทำได้ 162 ล้านบาท แต่ยังน้อยกว่าปี 51 ที่สนุกทุบยอดขายได้ถึง 184 ล้านบาท</p>
<p>ตัวเลขรายได้ที่ค่อนข้างสวยงามนี้เองส่งให้สนุกมีกำไรขั้นต้นเพิ่ม ขึ้นจาก 22 ล้านบาทในปี 51 มาเป็น 35 ล้านบาทในปี 52 และเป็น 48 ล้านบาทในปี 53 จุดนี้เองที่ทำให้เท็นเซ็นต์ยอมเสี่ยง เพราะมองเห็นคุณค่าของสนุกในการเป็นพันธมิตรชั้นยอดเพื่อรุกตลาดนอกประเทศ จีน</p>
<p>แหล่งข่าวในวงการอินเทอร์เน็ตให้ความเห็นว่า สนุกนั้นมีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ ทำให้เท็นเซ็นต์ประหยัดเวลาในการสร้างฐานตลาดได้ ขณะ เดียวกันสนุกก็มีศักยภาพสูงเพราะมีคอนเทนท์และบริการใหม่ตลอดเวลา เช่นการร่วมกับอีเบย์ให้บริการ shopping.co.th มีการร่วมมือกับทีวีไดเร็คเพื่อผลักดันบริการจากโลกออนไลน์มาสู่ออฟไลน์</p>
<p>“ที่ผ่านมา จีนมีบทบาทต่อการพาณิชย์ประเทศไทยเยอะมาก การซื้อสนุกจะทำให้จีนมีบทบาทในวงการอินเทอร์เน็ตไทยมากขึ้น จากก่อนนี้ที่เป็นประเทศอย่างญี่ปุ่น เช่นราคุเทนที่มาซื้อหุ้นตลาดดอทคอมไป ตรงนี้ในแง่ทุนนิยมต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และน่ายินดีกับสนุกเพราะจีนก็เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจออนไลน์ มาก ขณะที่คู่แข่งอย่างกระปุกดอทคอม เมื่อรู้ถึงดีลที่เกิดขึ้นก็ต้องตื่นตัวเพื่อพัฒนาแผนมาสู้กัน ก็จะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค”</p>
<p><img title="w_tencent" src="http://www.marketingoops.com/wp-content/uploads/2010/09/w_tencent.jpg" alt="" width="600" height="339" /></p>
<h4>ระวังการครอบงำ</h4>
<p>“หน้าที่ของรัฐนับจากนี้ ก็คือต้องดูแลไม่ให้ต่างชาติเข้ามาครอบงำอุตสาหกรรม และให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมที่เสรี รัฐบาลต้องต้อนรับการลงทุนลักษณะนี้อยู่แล้ว เพราะจะเป็นอีกทางที่ทำให้คนได้มีความรู้ความชำนาญเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสเกิด Technology Transfer ซึ่งจะทำให้คนไทยเก่งขึ้น” แหล่งข่าวระบุ</p>
<p>สำหรับโครงสร้างบริษัทหลังการซื้อขายหุ้น รายงานชี้ว่าเท็นเซ็นต์จะได้สิทธิเข้ามาบริหารและสามารถเข้าเป็นคณะกรรมการ บริหาร (บอร์ด) 2 ตำแหน่งในสนุกดอทคอม โดยทีมผู้บริหารในประเทศไทยล่าสุดยังเป็นซีอีโอคนเดิมคือ “ต่อบุญ พ่วงมหา”</p>
<p>ก่อนหน้านี้ ต่อบุญยืนยันเสมอว่าเงินที่หมุนเวียนในวงการออนไลน์เมืองไทยนั้นมีแนวโน้ม เติบโตสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะธุรกิจตลาดกลางซื้อขายออนไลน์ของสนุกนามว่า shopping.co.th นั้นมียอดขายอยู่ที่ 200-300 ล้านบาทต่อปี ยอดจำนวนร้านค้าราว 3,000 ร้าน เพิ่มขึ้นกว่า 50-60% จากปี 52 ยอดผู้ซื้ออยู่ที่ราว 300,000 ราย จำนวนเพจวิวอยู่ที่ 1 ล้านเพจวิวต่อวัน</p>
<p>นอกจากสนุกดอทคอม เท็นเซ็นต์ได้จ่ายเงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,750 ล้านบาทเพื่อถือหุ้น 10% ในกลุ่มทุนนาม Digital Sky Technologies ซึ่งเป็นบริษัทออนไลน์รัสเซียด้วย ทั้งหมดเป็นสัญญาณว่าเท็นเซ็นต์จะสยายปีกธุรกิจออนไลน์ในตลาดโลกอย่างจริง จัง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/tencent-take-over-sanook/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โฆษณาออนไลน์ครึ่งปีแรก 2553 และคาดการณ์ในอนาคต</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/online-advertising-2010/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/online-advertising-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Aug 2010 16:06:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[online advertising]]></category>
		<category><![CDATA[Online Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[social media advertising]]></category>
		<category><![CDATA[social media marketing]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณาออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=270</guid>
		<description><![CDATA[ท่ามกลางภาวะความผันผวนทางการเมือง โฆษณาออนไลน์ของไทยในช่วงครึ่งปีแรกก็ยังโตอย่างต่อเนื่อง และในการเติบโตนั้น เราได้สังเกตเห็นประเด็นที่น่าสนใจ และปัจจัยหลายปัจจัยเข้ามากระทบกับวงการโฆษณาออนไลน์บ้านเราอย่างเห็นได้ชัด เม็ดเงินในโฆษณา Search Advertising โตขึ้นเป็นเท่าตัว ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ สินค้าหลายประเภทที่ผู้บริโภคต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อมาก ไม่ว่าจะเป็นหมวดท่องเที่ยว สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ต่างใช้เงินโฆษณาใน Search Engine Advertising เพิ่มเป็นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 แม้ตัวเลขจะสูง แต่ก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะในแง่ของผู้บริโภคแล้วก็ต่างใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าเหล่านี้ โดย Search Engine เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยค้นหาข้อมูล พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไทยเท่านั้น แต่เป็นไปตามแนวโน้มพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับการสำรวจของ Google อีกด้วย ส่วนสินค้าในหมวดอุปโภคบริโภค และการเงิน ก็เริ่มตื่นตัว แต่เนื่องจากปริมาณการใช้เดิมยังไม่มากเท่าไร ภาพการเติบโตจึงยังไม่ชัด เชื่อว่าครึ่งปีหลังนี้เราจะได้เห็นสินค้าบริการกลุ่มนี้ใช้เม็ดเงินโฆษณาใน Search Advertising มากขึ้น Facebook ฮิตติดลมบน ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องธุรกิจ เราคงรู้สึกได้ว่า ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเราใช้เวลากับการเข้า Facebook มากเหลือเกิน และมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ iPhone หรือ Blackberry  ณ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางภาวะความผันผวนทางการเมือง โฆษณาออนไลน์ของไทยในช่วงครึ่งปีแรกก็ยังโตอย่างต่อเนื่อง และในการเติบโตนั้น เราได้สังเกตเห็นประเด็นที่น่าสนใจ และปัจจัยหลายปัจจัยเข้ามากระทบกับวงการโฆษณาออนไลน์บ้านเราอย่างเห็นได้ชัด</p>
<h4>เม็ดเงินในโฆษณา Search Advertising โตขึ้นเป็นเท่าตัว</h4>
<p>ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ สินค้าหลายประเภทที่ผู้บริโภคต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อมาก ไม่ว่าจะเป็นหมวดท่องเที่ยว สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ต่างใช้เงินโฆษณาใน Search Engine Advertising เพิ่มเป็นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 แม้ตัวเลขจะสูง แต่ก็ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะในแง่ของผู้บริโภคแล้วก็ต่างใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าเหล่านี้ โดย Search Engine เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยค้นหาข้อมูล พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตไทยเท่านั้น แต่เป็นไปตามแนวโน้มพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งก็สอดคล้องกับการสำรวจของ Google อีกด้วย</p>
<p>ส่วนสินค้าในหมวดอุปโภคบริโภค และการเงิน ก็เริ่มตื่นตัว แต่เนื่องจากปริมาณการใช้เดิมยังไม่มากเท่าไร ภาพการเติบโตจึงยังไม่ชัด เชื่อว่าครึ่งปีหลังนี้เราจะได้เห็นสินค้าบริการกลุ่มนี้ใช้เม็ดเงินโฆษณาใน Search Advertising มากขึ้น</p>
<h4>Facebook ฮิตติดลมบน ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องธุรกิจ</h4>
<p>เราคงรู้สึกได้ว่า ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเราใช้เวลากับการเข้า Facebook มากเหลือเกิน และมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ่านคอมพิวเตอร์ iPhone หรือ Blackberry  ณ ปัจจุบันนี้คนไทยเราใช้ Facebook กว่า 4.2 ล้านคนแล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับเดือน มิ.ย. 2552 ตัวเลขนี้โตขึ้นมาถึง 7 เท่าตัวเลยทีเดียว หรือถ้าเทียบกับช่วงต้นปี จำนวนผู้ใช้งานนี้ก็มากกว่าตัวเลขผู้ใช้งานในเดือน ม.ค. 2553 เป็นเท่าตัว จึงคงปฏิเสธได้ยากว่าในแง่การใช้งานส่วนตัวแล้ว Facebook นี้ฮิตจริงๆ</p>
<p>ในฝั่งของนักการตลาดบ้านเราก็มีการปรับตัวเร็ว ถึงปัจจุบันมีสินค้าบริการในเมืองไทย กว่า 100 แบรนด์แล้วที่หันมาทำหน้า Fan Page เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อพูดคุยกับลูกค้า บางบริษัทที่ผ่านช่วงลองผิดลองถูกมาแล้วก็เริ่มมีแนวทางที่ชัดขึ้น และเริ่มวางมาตรการ นโยบาย วิธีการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางช่องทางนี้เป็นการเฉพาะกันเลยทีเดียว</p>
<p>นักการตลาดจำนวนมาก เล็งเห็นข้อดีของการส่งต่อ บอกต่อ และกระจายตัวที่รวดเร็วของ Facebook Application และได้ฉกฉวยโอกาสนี้ในการใช้ Facebook Application เป็นเครื่องมือในการแนะนำสินค้าใหม่ให้คนได้รู้จัก ตัวอย่างความสำเร็จของ Oishi Maneki Neko ที่ถูกยกเป็นกรณีศึกษากันมากช่วงต้นปี ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็น Application ใหม่ๆ และถูกทยอยนำออกสู่สายตาของผู้ใช้งาน Facebook ไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น</p>
<p>• Daily Menu by Nutrilite: http://apps.facebook.com/nutrilitedailymenu<br />
• Acer Innovation Unlock: http://apps.facebook.com/innovation-unlock<br />
• My DELL My Design: http://apps.facebook.com/mydellmydesign</p>
<p><img title="nutrilite" src="http://www.marketingoops.com/wp-content/uploads/2010/08/nutrilite.jpg" alt="" width="600" height="335" /></p>
<p><img title="oishi_matcha" src="http://www.marketingoops.com/wp-content/uploads/2010/08/oishi_matcha.jpg" alt="" width="600" height="335" /></p>
<p><img title="acer_unlock" src="http://www.marketingoops.com/wp-content/uploads/2010/08/acer_unlock.jpg" alt="" width="600" height="335" /></p>
<p>ยังเป็นที่เชื่อได้ว่า การโฆษณาผ่านทาง Facebook นี้ ยังจะคงความเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าเราอาจจะได้เห็นการพ่วงเอาเทคโนโลยีการสื่อสารกับอุปกรณ์พกพา เช่นโทรศัพท์มือถือ หรือการนำไปผสานกับแคมเปญการตลาดผ่านสื่อออฟไลน์ และหรืองานอีเว้นท์ทางการตลาดต่างๆ อย่างจะแจ้งมากขึ้น</p>
<p>บทความจาก มายด์แชร์ เอเยนซี่เครือข่ายด้านการตลาดและการสื่อสาร<br />
โดย ศิวัตร เชาวรียวงษ์ (siwat@minteraction.net)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/online-advertising-2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เฟซบุ๊ครุกตลาดโฆษณาเมืองไทย</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/facebook-ads-to-thailand/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/facebook-ads-to-thailand/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 31 Jul 2010 09:59:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[social media advertising]]></category>
		<category><![CDATA[social media marketing]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>
		<category><![CDATA[โฆษณา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=231</guid>
		<description><![CDATA[บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด พันธมิตรด้านการขายโฆษณาของเฟซบุ๊คในเอเชียเพียงรายเดียว เปิดตัวอย่าง เป็นทางการในประเทศไทยแล้วในวันนี้ นาย จอร์จ ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด (ihub Media Pte Ltd) ซึ่งเป็นผู้นำด้านการตลาดบนอินเตอร์เน็ตในเอเชีย เปิดเผยว่า บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด ได้เป็นพันธมิตร ด้านการขายโฆษณาบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค (Facebook) ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ รายใหญ่ที่สุดในโลกเพียงรายเดียวในเอเชีย ได้เปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการสำรวจของคอมสกอร์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการสำรวจในโลกของดิจิตอลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา พบว่า ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกมีผู้เข้ามาใช้เฟซบุ๊คถึงกว่า 85 ล้านคนในช่วงเดือนดังกล่าว และใช้เวลาบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คประมาณ 3.5 ชั่วโมง และมากกว่า 21 ครั้งตลอดเดือนดังกล่าว “นับว่า เป็นการเติบโตอย่างมหัศจรรย์สำหรับเฟซบุ๊คในเอเชียและประเทศไทยใน  6 เดือนที่ผ่านมา และ นักตลาดในประเทศไทยก็แสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจอย่างมากในการโฆษณาบนเฟซบุ๊ค ดังนั้นเพื่อรอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://www.chipthailand.com/th/images/stories/george11.jpg" border="0" alt="" width="456" height="303" /></p>
<p>บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด พันธมิตรด้านการขายโฆษณาของเฟซบุ๊คในเอเชียเพียงรายเดียว เปิดตัวอย่าง<br />
เป็นทางการในประเทศไทยแล้วในวันนี้</p>
<p>นาย จอร์จ ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด (ihub Media Pte Ltd)<br />
ซึ่งเป็นผู้นำด้านการตลาดบนอินเตอร์เน็ตในเอเชีย เปิดเผยว่า บริษัท ไอฮับ มีเดีย จำกัด ได้เป็นพันธมิตร<br />
ด้านการขายโฆษณาบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ค (Facebook) ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์<br />
รายใหญ่ที่สุดในโลกเพียงรายเดียวในเอเชีย ได้เปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p>
<p>จากการสำรวจของคอมสกอร์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการสำรวจในโลกของดิจิตอลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553<br />
ที่ผ่านมา พบว่า ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกมีผู้เข้ามาใช้เฟซบุ๊คถึงกว่า 85 ล้านคนในช่วงเดือนดังกล่าว<br />
และใช้เวลาบนเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คประมาณ 3.5 ชั่วโมง และมากกว่า 21 ครั้งตลอดเดือนดังกล่าว</p>
<p>“นับว่า เป็นการเติบโตอย่างมหัศจรรย์สำหรับเฟซบุ๊คในเอเชียและประเทศไทยใน  6 เดือนที่ผ่านมา และ<br />
นักตลาดในประเทศไทยก็แสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจอย่างมากในการโฆษณาบนเฟซบุ๊ค ดังนั้นเพื่อรอง<br />
รับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจึงเข้ามาตั้งสำนักงานสาขาในกรุงเทพฯ พร้อมด้วยทีมงานผู้<br />
เชี่ยวชาญที่เป็นคนไทย   ที่จะช่วยให้นักการตลาดสามารถเชื่อมต่อระหว่างผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมายได้<br />
มากขึ้น” นายจอร์จ ฟู กล่าว</p>
<p>ไอฮับ มีเดีย จะทำตลาดอย่างครบวงจรในการขายโฆษณาให้กับเฟซบุ๊ค โดยโฆษณาในระดับพรีเมี่ยมบน<br />
หน้าแรกของเว็บไซต์ หรือ หน้าโฮมเพจ ไอฮับ มีเดียเป็นผู้ให้บริการขายพื้นที่โฆษณาโดยตรงให้กับลูกค้า<br />
ผู้ที่สนใจและลูกค้าเอเจนซี่   ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้ถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดและสูญเสียน้อยที่สุด<br />
สำหรับนักการตลาด</p>
<p>สำหรับบริษัทโฆษณาที่ต้องการซื้อด้วยตนเองผ่านระบบของเฟซบุ๊คบนหน้าทั่วไป ไอฮับ มีเดีย มีทีมงาน<br />
ที่สามารถดูแลนักการตลาดเหล่านี้โดยช่วยขจัดข้อจำกัดในด้านการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและการบริหาร<br />
จัดการแคมเปญ ไอฮับมีเดีย เป็นบริษัทแรกที่มีเครื่องมืออับโหลดเพื่อบริหารแคมเปญโฆษณาจำนวนมาก<br />
ที่มีความปลอดภัยสูงสำหรับสำหรับเฟซบุ๊ค ซึ่งสามารถ  ทำให้แคมเปญมีประสิทธิภาพได้อย่างเหมาะสม<br />
โดยผ่านการสร้างสรรและกลุ่มเป้าหมายที่มีหลากหลาย</p>
<p>บริษัท ไอฮับ มีเดีย เป็นผู้นำในเอเชียในการให้บริการการตลาดบนอินเตอร์เน็ตเป็น ตัวแทนขายเว็บชั้นนำ<br />
เช่น เฟซบุ๊ค (Facebook) อีเอสพีเอ็นซอกเซอร์เน็ต(ESPNsoccernet)  ดีสนี่ย์(Disney) การีนา (Garena)<br />
และ ไทเกอร์ แอร์เวย์ (Tiger Airways)  ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545   มีพนักงานกว่า 70 คนที่เชี่ยวชาญด้าน<br />
การตลาดทั่วเอเชีย   ไอฮับ มีเดีย มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ มีสำนักงานสาขาใน 6 เมืองสำคัญ ได้แก่<br />
เซี่ยงไฮ้, ฮ่องกง, ไทเป, กรุงเทพฯ, กัวลาลัมเปอร์และ    จาการ์ต้า  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไอฮับ<br />
สามารถเข้าสู่เว็บไซต์  www.ihubmedia.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/facebook-ads-to-thailand/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>HTML5 พลิกโฉมการแสดงผลบนโลกการตลาดออนไลน์</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/html5-online-marketing/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/html5-online-marketing/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jun 2010 10:08:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[HTML5]]></category>
		<category><![CDATA[Online Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=237</guid>
		<description><![CDATA[ใน มุมของการตลาดโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์นั้น การมาของเทคโนโลยี HTML5 นั้นมีผลกระทบที่เยอะมาก จริงๆจะว่าไปแล้ว การแสดงผลบนเว็บนั้น ไม่ได้รับการพัฒนามานานแล้ว ตั้งแต่เราใช้ Notepadเขียนโค้ด การใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Dreamweaver, FrontPage หรือโปรแกรมอื่นๆ รวมทั้งการใช้ CSS Style Sheet ในการควบคุมการแสดงผลตัวอักษร จนมาถึงยุคที่ มีโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อออนไลน์ เริ่มมีการใช้ Macromedia Flash ที่ภายหลังเป็นของ Adobe มาช่วยในการแสดงผล เกิดป้ายแบนเนอร์โฆษณาขึ้นมาทำเงินในการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ เรามาดูกันว่า อินเทอร์เน็ตกับการตลาด การโฆษณา เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เทคโนโลยีการแสดงผลบนเว็บไซต์ เกี่ยวข้องกับการตลาดอย่างไร ก่อน อื่นต้องอธิบายก่อนว่า การแสดงผลบนเว็บไซต์นั้น จะต้องใช้ Browser (บราวเซอร์) ในการแสดงผล จะเป็นการแปลงค่าหรือถอดรหัส จากภาษา HTML โดยมีการคลุมด้วย CSS StyleSheet เพื่อการแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ แต่มันมีเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นก็คือ ในคอมพิวเตอร์ เราก็มีหลายระบบปฏิบัติการ ตั้งแต่ Windows 95 กับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img title="html5" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/06/html5.png" alt="" width="450" height="300" /></p>
<p>ใน มุมของการตลาดโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์นั้น การมาของเทคโนโลยี HTML5 นั้นมีผลกระทบที่เยอะมาก จริงๆจะว่าไปแล้ว การแสดงผลบนเว็บนั้น ไม่ได้รับการพัฒนามานานแล้ว ตั้งแต่เราใช้ Notepadเขียนโค้ด การใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Dreamweaver, FrontPage หรือโปรแกรมอื่นๆ รวมทั้งการใช้ CSS Style Sheet ในการควบคุมการแสดงผลตัวอักษร จนมาถึงยุคที่ มีโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อออนไลน์ เริ่มมีการใช้ Macromedia Flash ที่ภายหลังเป็นของ Adobe มาช่วยในการแสดงผล เกิดป้ายแบนเนอร์โฆษณาขึ้นมาทำเงินในการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ เรามาดูกันว่า อินเทอร์เน็ตกับการตลาด การโฆษณา เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร</p>
<p><strong>เทคโนโลยีการแสดงผลบนเว็บไซต์ เกี่ยวข้องกับการตลาดอย่างไร</strong></p>
<p>ก่อน อื่นต้องอธิบายก่อนว่า การแสดงผลบนเว็บไซต์นั้น จะต้องใช้ Browser (บราวเซอร์) ในการแสดงผล จะเป็นการแปลงค่าหรือถอดรหัส จากภาษา HTML โดยมีการคลุมด้วย CSS StyleSheet เพื่อการแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ แต่มันมีเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นก็คือ ในคอมพิวเตอร์ เราก็มีหลายระบบปฏิบัติการ ตั้งแต่ Windows 95 กับ Internet Explorer 4, Windows 98 กับ Internet Explorer 5 , Internet Explorer 5.5 จนมาถึง Windows XP กับ Internet Explorer 6 ซึ่งปัจจุบันไม่รองรับการแสดงผลหลายๆอย่าง เพราะตัวบราวเซอร์ไม่สนับสนุนและรองรับการแสดงผล ทางออกคือ ต้องติดตั้งปลั๊กอิน Flash Player เพื่อการแสดงผล Flash Animation บนเว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด Mozilla Firefox เพื่อแสดงผลได้ดีกว่า Internet Explorer 6 ดังนั้นจึงเป็นทางตันของเทคโนโลยี หากนักการตลาดต้องการที่จะสร้างเว็บไซต์ออนไลน์ในปัจจุบันซึ่งบราวเซอร์ตัว เก่าไม่รองรับในการแสดงผลได้อย่างถูกต้อง นี่คือคำตอบว่าทำไมนักการตลาดออนไลน์จึงต้องเข้าใจและติดตามเทคโนโลยีของบ ราวเซอร์ด้วย</p>
<p><img title="HTML5-FLASH-200x102" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/06/HTML5-FLASH-200x102.png" alt="" width="200" height="102" /></p>
<p>หลายๆ คนอาจจะเคยเจอปัญหาโหลดเว็บไม่ขึ้น ค้าง แฮ้งค์ เพราะสคริปต์ของการรัน Flash การจัดการทรัพยากรของซีพียู กราฟิก มาตั้งแต่ Internet Explorer 6 จนหลายคนเลิกใช้ไป ตอนนี้ IE7. IE8 รองรับการแสดงผลเว็บไซต์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ดังนั้น HTML5 ที่จะมาพร้อมกับ Internet Explorer 9 ตัวใหม่ รวมทั้ง Google Chrome และ Safari จาก Apple</p>
<p>ถามว่าทำไมเรื่องเทคนิคแบบนี้ นักการตลาดต้องรู้ เข้าใจ และนำไปพัฒนาต่อได้ เหตุผลก็เป็นเพราะ เราจะต้องคิดต่อยอดได้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพราะหากเป็นการแสดงผลบนคอมพิวเตอร์อย่างเดียวอย่างสมัยก่อน ก็คงไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้ มีการแสดงผล การใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งบนคอมพิวเตอร์พีซี โน้ตบุ๊คจอ Wide Screen เน็ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ iPod Touch, iPhone, iPad ซึ่งก็มีระบบที่ต่างกัน มีขนาดความละเอียดของหน้าจอที่แตกต่างกันไป มีบราวเซอร์ที่ต่างกันมาก การนำ HTML, Java Script มาใช้ การคลุมด้วย CSS Style Sheet นั้นคงไม่พอเสียแล้วกับความต้องการในปัจจุบัน แถมยังแสดงผลไม่สมบูรณ์ เพราะบางอุปกรณ์แสดงผล Flash ไม่ได้</p>
<p>นักการตลาดต้องรู้อะไรบ้าง ต้องรู้ว่า การแสดงผลบนเว็บไซต์นั้น ผู้ใช้มีพฤติกรรมอย่างไร ใช้อุปกรณ์อะไรแสดงผล มีขนาดการแสดงผลหน้าจออย่างไร ผู้ใช้นิยมใช้อุปกรณ์ใดในการแสดงผล มีพฤติกรรมอย่างไร จะเห็นได้ว่า หมดยุคแล้วกับการแสดงผลแบนเนอร์ Flash วิ่งไปวิ่งมา ไม่อยากคลิก ไม่สนใจ น่ารำคาญกับป๊อบอัพที่เกะกะสายตา</p>
<p>ทั้งหมดนี้นักการตลาดคิดได้ แต่มันไม่สะดวกสำหรับผู้บริโภค ใช้ Flash Animation สวยงาม สีสันแสบตาแทบอยากจะปิด ใช้บน iPhone แสดงผล Flash ไม่ได้ อันนี้ก็จบกัน มีป็อบอัพขึ้นมา กะให้คลิก น่าสนใจ กลับอยากจะหา x ปิดให้พ้นๆไป นี่แหละครับ พฤติกรรมผู้บริโภคที่นักการตลาดต้องเข้าใจด้วย ไม่ใช่ว่าสักแต่คิดว่ามันต้องสวยงาม เตะตา ท้ายสุดโดนปิดอย่างไม่ใยดี ทำให้ภาพลักษณ์ต่อแบรนด์แย่ลงไปด้วย</p>
<p><img title="html5-1" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/06/html5-1.jpg" alt="" width="400" height="321" /></p>
<p><strong>เมื่อมาตรฐานบนเว็บไซต์เปลี่ยนแปลงไป</strong></p>
<p>แรกๆ ทุกคนใช้คอมพิวเตอร์ Windows + Internet Explorer หรือ Netscape หรือใช้ Apple iMac ทำให้การแสดงผลในเว็บไซต์ อ้างอิงบราวเซอร์เหล่านี้ ตั้งแต่จอภาพขนาด 14 นิ้วแบบ CRT จนมาถึงมาตรฐาน 17, 19 นิ้วของจอ LCD ที่แสดงผลแบบ Wide Screen ส่งผลให้เว็บไซต์ที่ได้รับการออกแบบมานานแล้ว แสดงผลแค่ตรงกลางหน้า และมีที่ว่างด้านข้างเหลือเยอะมากเพราะการเขียนโค้ดนั้นไม่ได้ครอบคลุมหน้า จอปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังรองรับ 1024 x 768 ซึ่งเป็นจอสมัยก่อน</p>
<p>ตอนนี้ นักการตลาดต้องดูอะไร จอ LCD ราคาถูกลง ความละเอียดบนโน้ตบุ๊กอยู่ที่ 1280 x 600 pixels หรือ 1366 x 786 pixels กันแล้ว ยิ่งโน้ตบุ๊ตมี 14.1 15.1 16 หรือเน็ตบุ๊กมี 8, 9. 10.1, 11, 13,1 นิ้ว ต่างกันเยอะมาก ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์ให้แสดงผลที่ 1024 x 768 pixels นั้นก็คงไม่สามารถตอบสนองด้านการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันได้อีกต่อไป ทั้งยังต้องคิดเผื่อไปถึงการแสดงผลบน iPod Touch, iPhone ตัวใหม่ iPad และบนโทรศัพท์มือถือ ที่คิดๆแล้วปวดหัวกับความละเอียดหน้าจอที่ไม่เหมือนกันเลยสักรุ่น มาตรฐานก็ไม่เหมือนกัน บางอุปกรณ์แสดงผล Flash ไม่ได้ บางอุปกรณ์ไม่รองรับ Java Script</p>
<p>จึงเป็นที่มาของ HTML 5 ที่เป็นมากกว่าการแสดงผลบนโลกออนไลน์ เพราะมันมีผลในการแสดงผลสื่อออนไลน์ด้านการตลาดเลยทีเดียว เพราะทั้ง Internet Explorer 9 Preview และ Safari ก็ออกมาพูดถึงมาตรฐานใหม่อย่าง HTML5 กัน แบบนี้นักการตลาดไม่รู้ ไม่ได้แล้ว</p>
<p>ลองนึกภาพตาม ว่าการตลาดของสินค้าสักชิ้น แล้วต้องการให้แสดงผลบนเว็บไซต์ ลูกค้าบอกความต้องการในการทำตลาด โดยมีการตลาดออนไลน์เป็นอีกช่องทางด้วย แต่เนื่องด้วยอุปกรณ์ในการแสดงผลเปลี่ยนไปเร็วมาก ไม่ใช่แค่บนคอมพิวเตอร์จอ 17 นิ้วมาตราฐานอีกต่อไป กลายเป็นการแสดงผลบนจอ LCD 17 นิ้ว Wide Screen บนโน้ตบุ๊ก ความละเอียด 1366 x 768 pixels ยังไม่รวม iPod Touch, iPhone, iPad และมือถืออีกหลายรุ่นที่มีขนาดหน้าจอและความละเอียดต่างกันลิบ ซ้ำยังไม่สามารถแสดงผลบน iPhone, iPad ได้ด้วย เพราะไม่รองรับการแสดงผล Flash นั่นเอง</p>
<p>สิ่งที่นักการตลาดต้องการคืออะไร การตอบสนองการแสดงผลวีดีโอ การแสดงผลสามมิติ  HTML5 เข้ามาช่วยในการแสดงผลที่น่าตื่นเต้น บิวท์อินวีดีโอ กราฟิกสองมิติ สามมิติ ทั้งหมดนี้นักการตลาดจะต้องรวบรวมข้อมูล นักพัฒนา โปรแกรมเมอร์จะต้องเรียนรู้และศึกษาให้เข้าใจ เพราะหากทำออกมาแล้ว แสดงผลบน iPhone ไม่ได้ ก็ต้องมาแก้หรือทำใหม่เพื่อรองรับการแสดงผลบน iPhone, iPad อีกรอบ</p>
<p>การทำ HTML5 นั้นก็ต้องมีหลายปัจจัย ทั้ง Hardware รองรับ Browser สนับสนุน นักการตลาดต้องหาข้อมูลกลุ่มเป้าหมายแล้วล่ะ ถ้าเกิดเป็นลุงๆ ป้าๆ คนทำงานที่ใช้คอมเป็นอย่างเดียว ติดตั้งอะไรไม่เป็น ใช้แต่ IE6 ก็จะไม่สามารถชมการแสดงผลได้ การนำเสนอ การประชาสัมพันธ์ก็ตกไป ทำให้เสียกลุ่มลูกค้าไปอีก เพราะเมื่อมี HTML5 ก็เหมือนกับการบังคับกลายๆ ให้เปลี่ยนมาใช้ IE9 หรือ Safari หรือ Chrome ที่รองรับการแสดงผลได้สมบูรณ์แบบกว่า</p>
<p>จะว่าไปก็น่าคิด เพราะจะทำยังไงให้ทุกคนอัพเกรดบราวเซอร์เพื่อรับชมเว็บไซต์ในคอมพิวเตอร์ หากแสดงผลไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็จะปิดหน้าเว็บนั้นไป แต่หากเป็นหนุ่มสาวออฟฟิศที่รู้เรื่องไอที ก็จะอัพเดต Flash อัพเดต Browser เพื่อรับชม</p>
<p>ยิ่งมี iPhone, iPad, iPod Touch เกลื่อนเมืองมากขึ้น เมื่อไม่มีการแสดงผล Flash บนอุปกรณ์ของ Apple ผู้พัฒนาจึงต้องเขียนโปรแกรมใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับการแสดงผลบน iPhone, BlackBerry โดยเฉพาะ ยังไม่นับรวม Android ที่อีก แถมยังมี Opera Mini เป็นบราวเซอร์บนมือถือทั่วไปด้วย จึงคาบเกี่ยวกับแอพและฮาร์ดแวร์ด้วย</p>
<p>อย่าง Apple เองที่พยายามสร้างมาตรฐาน  HTML5 เพื่อการแสดงผลรูปภาพ การแสดงผลได้ไหลลื่น โดยไม่ต้องใช้ Flash อันนี้นักการตลาดคงจะเริ่มเห็นอนาคต หรือเห็นว่างานเข้า กับเว็บไซต์ที่เคยวางแผนการตลาดให้ เพราะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด อย่างหน้าเว็บไซต์ของ dtac เอง ก็มีการพัฒนาให้แสดงผลบน iPhone, iPad มากขึ้น จะว่าไป เหมือนกับความพยายามให้ใช้ Safari เป็นเว็บบราวเซอร์ หรือมองหาบราวเซอร์อื่นที่สนับสนุน HTML5 นี่คือคำตอบว่าทำไมตอนนี้ หลายๆคนติดตั้งทั้ง Firefox, Opera, Chrome, Flock ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่มีครอบครอง เพราะมาตรฐานมันเยอะมาก จนการแสดงผลไม่สมบูรณ์ ต้องมีหลายเบราเซอร์ช่วยในการแสดงผล</p>
<p><strong>ส่งท้าย</strong></p>
<p>บท สรุปของนักการตลาดที่ต้องรู้เทคโนโลยี เพราะการแสดงผล Flash นั้น ดันแสดงผลบน iPhone, iPad, iPod Touch ไม่ได้ เอาล่ะสิ ยิ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีผู้ใช้งานระดับต้นๆของโลกซะด้วย ดังนั้น HTML5 จึงมาเป็นทางเลือกสำหรับการแสดงผลบนอุปกรณ์ของ Apple และทุกๆอุปกรณ์ด้วย ซึ่งจะเรียกว่าแก้ปัญหาเล่น Flash ไม่ได้ ก็คงไม่ใช่ เพราะเป็นการรนหาทางออกซะมากกว่าเพราะ Adobe ก็เจ้าแห่งมาตรฐาน Flash ซะด้วย</p>
<p>ต่อไปเมื่อนักการตลาดจะวางแผนการตลาด อาจจะต้องมองสื่อออนไลน์ รวมทั้งเว็บไซต์ต่างๆ กับการแสดงผลในอนาคตด้วย ไม่ใช่แค่มองราคาป้ายแบนเนอร์ กิจกรรม หรือ Social Media อย่างในปัจจุบัน เพราะต่อไปตัวเลข UIP อาจจะไม่สำคัญเท่ากับ การแสดงผลได้ในทุกอุปกรณ์ หากเปิดเข้าไปแล้วแสดงผลไม่ได้ คำตอบสุดท้ายก็คือ x ปิดหน้าจอไปในทันที เพราะพฤติกรรมผู้ใช้ จะไม่อัพเกรดหรือดิ้นรนใดๆ ทียุ่งยากลำบากหากไม่จำเป็นจริงๆ</p>
<p>มองอนาคตต่อไป HTML5 ทางเลือกใหม่ แต่ก็ไม่ได้ฆ่า Flash เพราะหากทุกๆอุปกรณ์ใช้งานได้เหมือนกันหมด มันก็คงจะตอบโจทย์การตลาดออนไลน์ที่สมบูรณ์ในทุกอุปกรณ์ได้</p>
<p>โดย @yokekung﻿</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/html5-online-marketing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตลาดออนไลน์กับ &#8220;ร้านก๋วยเตี๋ยว&#8221;</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/online-marketing-with-noodle/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/online-marketing-with-noodle/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 May 2010 10:04:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=235</guid>
		<description><![CDATA[ไม่น่าเชื่อ! แต่ก็เป็นไปได้ วันนี้ผมมีตัวอย่างสุดยอดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีการใช้อินเทอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์คและการตลาดเต็มรูปแบบ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จากเดิมยอดขายวันละไม่กี่พันบาท มาเป็นหลายหมื่นบาทภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจร้านอาหารที่สามารถเรียกได้ว่า ธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป แต่ต้องนับถือความ &#8220;มีกึ๋น&#8221; ของเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหนุ่มใหม่ไฟแรงอายุไม่ถึง 30 แต่สามารถบริหารธุรกิจให้เติบโตได้ขนาดนี้ &#8230;. มาดูกัน เจ๊กเม้งมาแล้วจ้า&#8230;. ธุรกิจที่ผมจะแนะนำวันนี้คือ &#8220;ร้านก๋วยเตี๋ยว เจ๊กเม้ง&#8221; ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่ในเมืองเพชรบุรี มีมานานเกือบ 50 ปี มีก๋วยเตี๋ยว และมีอาหารหลายอย่างมากมาย อยู่ถนนหน้าถนนเขาวัง ไปง่ายมากๆ ส่วนตัวผมรู้จักร้านเจ๊กเม้งนี้จากทวิตเตอร์ โดยในเดือนมีนาคม ผมเห็นพี่ชาลอต โทณวณิก (@charlot2000) ส่งทวิตเตอร์มาบอกว่า ได้ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ และเป็นร้านที่มีการนำเอาสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบมาใช้ในการโปรโมทร้านค้า ผมเห็นก็เกิดความสนใจ ที่ธุรกิจร้านอาหารสามารถนำอินเทอร์เน็ต และโซเชียล เน็ตเวิร์คมาใช้กับธุรกิจได้ด้วย สื่อออนไลน์ที่ร้านนี้ได้เอามาใช้ได้แก่ เว็บไซต์ www.jekmeng-noodle.com, เฟซบุ๊ค, ไฮไฟว์, เอ็มเอสเอ็น , แบล็คเบอร์รี, คิวอาร์-โค้ด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่น่าเชื่อ! แต่ก็เป็นไปได้ วันนี้ผมมีตัวอย่างสุดยอดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีการใช้อินเทอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์คและการตลาดเต็มรูปแบบ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จากเดิมยอดขายวันละไม่กี่พันบาท มาเป็นหลายหมื่นบาทภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี</p>
<p>ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจร้านอาหารที่สามารถเรียกได้ว่า ธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป แต่ต้องนับถือความ &#8220;มีกึ๋น&#8221; ของเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหนุ่มใหม่ไฟแรงอายุไม่ถึง 30 แต่สามารถบริหารธุรกิจให้เติบโตได้ขนาดนี้ &#8230;. มาดูกัน</p>
<p>เจ๊กเม้งมาแล้วจ้า&#8230;.</p>
<p>ธุรกิจที่ผมจะแนะนำวันนี้คือ &#8220;ร้านก๋วยเตี๋ยว เจ๊กเม้ง&#8221; ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่ในเมืองเพชรบุรี มีมานานเกือบ 50 ปี มีก๋วยเตี๋ยว และมีอาหารหลายอย่างมากมาย อยู่ถนนหน้าถนนเขาวัง ไปง่ายมากๆ </p>
<p>ส่วนตัวผมรู้จักร้านเจ๊กเม้งนี้จากทวิตเตอร์ โดยในเดือนมีนาคม ผมเห็นพี่ชาลอต โทณวณิก (@charlot2000) ส่งทวิตเตอร์มาบอกว่า ได้ไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ และเป็นร้านที่มีการนำเอาสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบมาใช้ในการโปรโมทร้านค้า ผมเห็นก็เกิดความสนใจ ที่ธุรกิจร้านอาหารสามารถนำอินเทอร์เน็ต และโซเชียล เน็ตเวิร์คมาใช้กับธุรกิจได้ด้วย</p>
<p>สื่อออนไลน์ที่ร้านนี้ได้เอามาใช้ได้แก่ เว็บไซต์ www.jekmeng-noodle.com, เฟซบุ๊ค, ไฮไฟว์, เอ็มเอสเอ็น , แบล็คเบอร์รี, คิวอาร์-โค้ด (QR-Code) เห็นได้เลยว่าร้านนี้ &#8220;ไม่ธรรมดา&#8221; ใช่ไหมครับ</p>
<p>ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสแวะมาที่ร้านเจ๊กเม้ง จนได้ เพราะในขณะที่ผมไปกำลังขับรถไปหัวหิน ก็ได้บังเอิญอ่านไปเจอทวิตเตอร์ที่พูดถึงร้านนี้พอดี ผมส่งข้อความไปทักทายเจ้าของร้านนี้ผ่านทางทวิตเตอร์ และได้บอกว่าเดียวจะขอแวะไปทานที่ร้าน</p>
<p>พอขับไปถึงก็ได้พบกับคนที่บริหารร้านนี้คือ คุณไอซ์ (@iczz) ซึ่งหลังจากได้พูดคุย และสัมผัสถึงของให้บริการของร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ พบว่า การให้บริการและการตลาดของร้านนี้สุดยอดมากๆ เลย มาดูกันว่าร้านนี้ทำการตลาดอะไรบ้าง?</p>
<p>เมนูร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊กเม้ง)</p>
<p>เมื่อคุณเข้ามานั่งร้าน ภายในร้านมีทีวีซึ่งมีวีดิโอเพลงทันสมัยๆ (ตอนผมไปเป็นเพลงเกาหลี) เปิดไว้ให้ดู มีโลโก้ร้าน เจ๊กเม้งอยู่ด้านล่างไว้ตลอด พร้อมกับจะมีภาพรายการอาหารจากเมนูในร้าน เพื่อให้คนในร้านนั่งดู และสามารถเห็นรายการอาหารอื่นๆ เพิ่มเติม เป็นการกระตุ้นและสื่อสารกับลูกค้าภายในร้านอีกทาง (เจ้าของร้านนั่งตัดต่อวีดีโอเอง บอกว่าทำไม่ยาก โปรแกรมฟรีๆ มีเต็มไปหมด)</p>
<p>เมื่อคุณทานอาหารเสร็จแล้ว จะมีแบบสอบถาม ว่าคุณทานอาหารแล้วเป็นอย่างไรบ้าง รู้จักร้านนี้จากช่องทางไหน และสิ่งประทับใจ รวมถึงมีการขอข้อมูลลูกค้าเอาไว้ เช่น ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลที่สำคัญที่ทำให้ทางร้านค้าสามารถ &#8220;สื่อสารกลับไปหาลูกค้าอีกครั้ง&#8221; ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย และทางร้านยังได้ทำเอกสารแผ่นพับ ขนาดใหญ่ (มาก) แจกลูกค้าทุกคน</p>
<p>โดยในแผ่นผับจะมีเมนูอาหาร ข้อมูลข่าวสารของร้านค้า ช่องทางในการติดต่อ และอะไรอีกหลายๆ อย่างมากมาย โดยมีการพิมพ์ออกมาเป็นประจำ และหลังจากที่คุณทานอาหารเสร็จและออกจากร้านค้ามาแล้ว ทางร้านค้าจะมีการส่งเอสเอ็มเอสมาที่มือถือของคุณเพื่อขอบคุณ ที่มารับประทานอาหารที่ร้านค้า</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีการใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ค เช่น เฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือในการสื่อสารอีกด้วย สนใจติดตามของร้านนี้ สามารถดูได้ที่ เฟซบุ๊คของเจ๊กเม้ง, ทวิตเตอร์ของเจ๊กเม้ง, บีบี พิน, คิวอาร์ โค้ด ,ไฮไฟว์ ของเจ๊กเม้ง http://jekmeng.hi5.com/  เว็บไซต์ของเจ๊กเม้ง -http://www.jekmeng-noodle.com  และอีเมล </p>
<p>และหากคุณกลับมาถึงบ้านแล้ว คุณมีภาพถ่ายของคุณหรือกับเพื่อนๆ ที่ร้านเจ๊กเม้ง คุณสามารถส่งภาพที่คุณถ่ายไปที่ร้านเจ๊กเม้ง ทาง email และทางร้านจะพิมพ์ภาพของคุณ มาใส่ในอัลบั้มที่วางโชว์อยู่ในร้านอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกช่องทางที่สร้างการบอกต่อ และทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นกันเอง มีส่วนร่วมกับทางร้าน และนอกจากนี้ทางร้านค้ายังมีการส่งอาหารไปยังกรุงเทพฯ ผ่านบริการรถตู้ สั่งเช้าได้เที่ยงพร้อมกิน และยังมีการจัดเลี้ยง</p>
<p>จากเครื่องมือการสื่อสารง่ายๆ ทั้งหมดที่ผมบอกมา เป็นเครื่องมือที่วัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ใช้กัน แต่ความเจ๋งของคุณไอซ์ คือสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของครอบครัวได้เจ๋งเป้งไปเลย.!</p>
<p>คุณเองก็อาจจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตอยู่แล้วอย่างพวกเฟซ บุ๊ค, ไฮไฟว์, แบล็คเบอร์รี, เอ็มเอสเอ็น และ &#8220;หลายๆ คนก็อาจจะใช้เวลาอยู่กับพวกเครื่องมือเหล่านี้ โดยไม่เกิดประโยชน์กับตัวเอง หรือธุรกิจ&#8221; ผมอยากให้หันมามองดูตัวอย่างของ ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊กเม้ง ที่คุณไอซ์เด็กหนุ่มคนนึง เค้าก็ใช้สิ่งเหล่านี้เหมือนกัน แต่เค้าสามารถนำประยุกต์ใช้เพิ่มรายได้ และมูลค่าให้กับธุรกิจของครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยม</p>
<p>ผมว่าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่า&#8230;คุณน่าจะได้ไอเดียอะไรบางอย่างในระหว่างที่อ่านเรื่องราวของ ร้านเจ๊กเม้ง ทีนี้ก็ถึงตาคุณแล้วละครับว่า &#8220;คุณจะนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ ที่คุณใช้อยู่ในปัจจุบัน มาประยุกต์และใช้กับตัวเองหรือธุรกิจทั้งของตัวเอง-ครอบครัว หรือที่งานของคุณให้เกิดประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร&#8221;</p>
<p>ให้เวลาคิด 10 วินาที&#8230;. แล้วค่อยอ่านบรรทัดถัดไป&#8230;.9&#8230;8&#8230;7&#8230;.6&#8230;5&#8230;4&#8230;3&#8230;2&#8230;1&#8230; </p>
<p>(เอ้าอย่ามั่วแต่อ่านสิ ให้คิด&#8230;.ไม่ได้ให้อ่านนะจ๊ะ) คิดๆๆๆๆ เพราะหากคุณไม่คิด บทความนี้จะไม่เกิดประโยชน์กับตัวคุณเลย</p>
<p>สำหรับคนที่คิดได้แล้ว&#8230;. ผมจะบอก &#8220;ขั้นตอนที่ยากและท้าท้ายที่สุด&#8221; ของคุณจะทำก็คือ &#8220;การลงมือทำมันจริง&#8221; ดังนั้นอย่ามั่วคิด ให้คุณปักลงไปเลยว่าคุณจะเริ่มต้นทำมันวันในวันไหน? หรือถ้าง่ายที่สุด &#8220;ก็ทำมันซะเลยสิครับตอนนี้&#8221; จะรอให้คนอื่นเอาสิ่งที่คุณคิดไปทำก่อนหรือยังไง&#8230;.. ลงมือทำเลยครับ</p>
<p>ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/online-marketing-with-noodle/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เว็บไซต์ไร้ขีดจำกัด อาวุธสำคัญการตลาดออนไลน์</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/website-for-online-marketing/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/website-for-online-marketing/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Apr 2010 09:54:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Online Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บไซต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=227</guid>
		<description><![CDATA[คงไม่เป็นเรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป ที่การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) กลายเป็นส่วนหนึ่งในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดโดยเฉพาะการสื่อสารการตลาดแบบ Integrated Marketing Communication ที่น่าสนใจ และคงต้องตามติดข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด หากการตลาดออนไลน์เพิ่ม ความสำคัญต่อธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ เว็บไซต์องค์กร จะต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในกิจกรรมทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ อย่างแน่นอน อย่างนี้แล้ว เราคงต้องให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ ซึ่งถือว่าเป็นประตูบานหลักที่นำผู้ใช้งานเข้าสู่องค์กรของเรา หากจะสร้างสรรค์เว็บไซต์ที่ให้ประสิทธิผลและตอบโจทย์ธุรกิจอย่างแท้จริง ขอเสนอหลักการเบื้องต้นเป็น 5 เคล็ดลับในการสร้างเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ดังต่อไปนี้ 1. กำหนดกลยุทธ์เว็บไซต์ และวางแผนให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของเว็บไซต์ให้สร้างโอกาสทางธุรกิจที่สอด คล้องกับแผนธุรกิจหลักในตอนต้น จะทำให้ทีมงานทุกฝ่ายดำเนินงานร่วมกันอย่างมีทิศทาง และช่วยกำหนดการวัดผลที่ชัดเจนได้ เว็บไซต์ที่มีเป้าหมายมากเกินไป มักจะไม่ประสบความสำเร็จ 2. ออกแบบเว็บไซต์โดยคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก เว็บไซต์ที่ดีควรตอบสนองการใช้งานของกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายได้อย่างมี ประสิทธิภาพ การศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานจะช่วยให้การออกแบบฟังก์ชันต่างๆ ตรงตามความต้องการมากขึ้น มีองค์ประกอบดังนี้ Visual Design สร้างการรับรู้สอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ สีสัน ฟอนต์ บุคลิก อารมณ์ จังหวะการเคลื่อนไหว รวมถึงภาษาที่ใช้ ล้วนเป็นส่วนประกอบที่ต้องมีการศึกษาในเบื้องต้นก่อนการออกแบบ Web Usability คือ การใช้งานที่เข้าถึงง่าย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คงไม่เป็นเรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป ที่การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) กลายเป็นส่วนหนึ่งในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดโดยเฉพาะการสื่อสารการตลาดแบบ Integrated Marketing Communication ที่น่าสนใจ และคงต้องตามติดข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด</p>
<p>หากการตลาดออนไลน์เพิ่ม ความสำคัญต่อธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ เว็บไซต์องค์กร จะต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในกิจกรรมทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ อย่างแน่นอน อย่างนี้แล้ว เราคงต้องให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ ซึ่งถือว่าเป็นประตูบานหลักที่นำผู้ใช้งานเข้าสู่องค์กรของเรา</p>
<p>หากจะสร้างสรรค์เว็บไซต์ที่ให้ประสิทธิผลและตอบโจทย์ธุรกิจอย่างแท้จริง ขอเสนอหลักการเบื้องต้นเป็น 5 เคล็ดลับในการสร้างเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ ดังต่อไปนี้</p>
<p>1. กำหนดกลยุทธ์เว็บไซต์ และวางแผนให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของเว็บไซต์ให้สร้างโอกาสทางธุรกิจที่สอด คล้องกับแผนธุรกิจหลักในตอนต้น จะทำให้ทีมงานทุกฝ่ายดำเนินงานร่วมกันอย่างมีทิศทาง และช่วยกำหนดการวัดผลที่ชัดเจนได้ เว็บไซต์ที่มีเป้าหมายมากเกินไป มักจะไม่ประสบความสำเร็จ</p>
<p>2. ออกแบบเว็บไซต์โดยคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งานเป็นหลัก เว็บไซต์ที่ดีควรตอบสนองการใช้งานของกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายได้อย่างมี ประสิทธิภาพ การศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานจะช่วยให้การออกแบบฟังก์ชันต่างๆ ตรงตามความต้องการมากขึ้น มีองค์ประกอบดังนี้</p>
<p>Visual Design สร้างการรับรู้สอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ภาพ สีสัน ฟอนต์ บุคลิก อารมณ์ จังหวะการเคลื่อนไหว รวมถึงภาษาที่ใช้ ล้วนเป็นส่วนประกอบที่ต้องมีการศึกษาในเบื้องต้นก่อนการออกแบบ</p>
<p>Web Usability คือ การใช้งานที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะในเว็บไซต์ขนาดใหญ่ หรือมีฟังก์ชันซับซ้อน อาทิเช่น เว็บไซต์ e-commerce จะต้องให้ความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูล เว็บไซต์ Community จะต้องออกแบบให้ชุมชนสามารถดูแลคอนเทนท์กันเองได้ โดยเฉพาะส่วนที่เป็น User-Generated Content ; และเมื่อเป็น Mobile เว็บไซต์ จะต้องมีการออกแบบหน้า Screen เฉพาะที่แตกต่าง</p>
<p>Web Findability คือ การออกแบบการเข้าถึงข้อมูล (Navigation System) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่ใน Search Mode หรือ Browse Mode การออกแบบโครงสร้างข้อมูลอย่างละเอียดเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยนำผู้ใช้งานไป สู่เนื้อหาที่เราต้องการได้</p>
<p>3. Web Standard ผู้พัฒนามักจะมองข้ามความสำคัญข้อนี้อย่างน่าเสียดาย เนื่องจากมองการออกแบบเว็บไซต์อย่างผิวเผินเป็นงานกราฟฟิกดีไซน์เท่านั้น ทำให้เว็บไซต์ดีๆ หลายครั้งถูกละเลย เว็บไซต์ที่ตอบมาตรฐานการออกแบบในระดับสากล จะต้องสามารถทำงานบนบราวเซอร์ที่ต่างกัน และต่างเวอร์ชั่นได้</p>
<p>ดังนั้น เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับผู้ใช้งานทั่วโลกที่ใช้บราวเซอร์หลากหลายได้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก www.w3.org ซึ่งเป็นชุมชนสากลที่สนับสนุนการพัฒนามาตรฐานเว็บไซต์บนโลกออนไลน์</p>
<p>4. คอนเทนท์ที่ดึงดูด การจัดเตรียมคอนเทนท์เป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากเป็นสาเหตุหลักอันหนึ่งที่ทำให้เว็บไซต์ไม่สามารถ Launch ได้ตามเวลา คอนเทนท์เหล่านี้รวมถึง Copy Writing ในทุกส่วน รูปภาพ วีดิทัศน์และเสียง คอนเทนท์ที่มีการวางแผนและจัดเตรียมอย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มโอกาสใน Search Engine Optimization ได้อีก เมื่อเว็บไซต์เป็นสื่อที่ผู้ใช้ทั่วโลกเข้าถึงได้ ฉะนั้นจึงควรคำนึงและตรวจสอบลิขสิทธิ์ของคอนเทนท์ทุกประเภทที่เลือกใช้</p>
<p>5. กำหนดทีมงานในการดูแลเว็บไซต์ เว็บไซต์เป็นสื่อที่มีชีวิต การมีทีมงานหลักจากทีมการตลาดและไอทีที่เชี่ยวชาญ ในการดูแล พัฒนาเนื้อหา ออกแบบการนำเสนอ และโต้ตอบกับผู้ใช้งาน จะช่วยให้เว็บไซต์มีชีวิตและทันสมัยอยู่เสมอ ขนาดของทีมงานในการดูแลเว็บไซต์ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของเว็บไซต์เป็นหลัก บางองค์กรอาจใช้เว็บมาสเตอร์หนึ่งท่านในการดูแล ในขณะที่อีกองค์กรอาจมีจำนวนผู้ดูแลเว็บไซต์เป็นหลักร้อย</p>
<p>Tips ทั้ง 5 ข้อในการสร้างเว็บไซต์ให้เป็นอาวุธทางการตลาดอาจฟังแล้วยุ่งยาก หากเรามองเห็นภาพเว็บไซต์ขององค์กรที่จะกลายเป็นสำนักงานใหญ่บนโลกออนไลน์ และเป็นศูนย์กลางของการติดต่อธุรกิจในระดับ Global Scale ที่อาจช่วยสร้างโอกาสและยอดขายกลับมาอย่างมหาศาลแล้ว กลยุทธ์และต้นทุนที่ใช้ในการพัฒนาศักยภาพเว็บไซต์คงไม่ใช่ตัวเลือกสุดท้าย ของนักการตลาดรุ่นใหม่อีกต่อไป</p>
<p>ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/website-for-online-marketing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Facebook Profile : ถ้า Facebook เป็นประเทศ</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/facebook-profile/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/facebook-profile/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Mar 2010 10:14:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook Profile]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=240</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อปีที่แล้ว สถิตของ Facebook บอกว่าถ้า Facebook เป็นประเทศ จะมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก…วันนี้ Facebook ขยับขึ้นมาอีก 1 อันดับแล้วเน้อ เป็นอันดับที่ 3 ของโลก (สงสัยเป็นเพราะ Farmville ปรากฏการณ์คนหันมาเริ่มสนใจการเกษตรมากขึ้น นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2004 Facebook ก็โตขึ้นเรื่อยๆ และในสัปดาห์ของวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นเว็บไซต์ที่คนอเมริกันเข้ามากที่สุด (แซง Google ไปเฉยเลย!!) โดยที่สถิติจาก Hitwise แสดงให้เห็นว่าในอาทิตย์นั้น traffic บนโลกอินเตอร์เน็ตเป็นของ Facebook ซะ 7.07% ส่วน Google กินพื้นที่จราจรไป 7.03% ห่างกันหน่อยนึง แต่นั้นหมายความว่าสัดส่วนตลาดของ Facebook เพิ่มขึ้นถึง 185% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ส่วนของ Google ถือว่าเพิ่มขึ้นคิดเป็นเพียง 9%) ค่ะ ด้วยประชากรกว่า 400 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อปีที่แล้ว สถิตของ Facebook บอกว่าถ้า Facebook เป็นประเทศ จะมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก…วันนี้ Facebook ขยับขึ้นมาอีก 1 อันดับแล้วเน้อ เป็นอันดับที่ 3 ของโลก (สงสัยเป็นเพราะ Farmville ปรากฏการณ์คนหันมาเริ่มสนใจการเกษตรมากขึ้น</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro1.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2004 Facebook ก็โตขึ้นเรื่อยๆ และในสัปดาห์ของวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นเว็บไซต์ที่คนอเมริกันเข้ามากที่สุด (แซง Google ไปเฉยเลย!!) โดยที่สถิติจาก Hitwise แสดงให้เห็นว่าในอาทิตย์นั้น traffic บนโลกอินเตอร์เน็ตเป็นของ Facebook ซะ 7.07% ส่วน Google กินพื้นที่จราจรไป 7.03% ห่างกันหน่อยนึง แต่นั้นหมายความว่าสัดส่วนตลาดของ Facebook เพิ่มขึ้นถึง 185% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ส่วนของ Google ถือว่าเพิ่มขึ้นคิดเป็นเพียง 9%) ค่ะ</p>
<p>ด้วยประชากรกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก แถมยังเป็นจำนวนที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย ถ้า Facebook เป็นประเทศ ก็จะถือว่ามีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกต่อจากจีน (1.33 พันล้านคน) และอินเดีย (1.17 พันล้านคน) ค่ะ</p>
<p>แล้วถ้า Facebook ถูกเสนอชื่อเป็นประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ profile ของ Facebook จะเป็นยังไง ลองมาดูกันเล่นๆ ค่ะ (อันนี้ขำๆ เน้อ อย่าซีเรียส) :p</p>
<p>GDP Per Capita (รายได้ประชากรต่อหัว)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro2.png" border="0" alt="" /></p>
<p>จากการคาดการณ์แล้ว ปีนี้ Facebook น่าจะมีรายได้ประมาณ 1 – 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งยังห่างจาก Google อีกเยอะ (ปีที่แล้ว Google มีรายได้ถึง 23.6 พันล้านเหรียญ) ถ้า Facebook เป็นประเทศ รายได้มวลรวมก็จะอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านเหรียญ ส่วนประชากรอยู่ที่ 400 ล้านคน นั่นก็หมายความว่ารายได้ต่อหัวของประชากร Facebook จะอยู่ที่ประมาณ 2.50 เหรียญเท่านั้นค่ะ น้อยกว่าประเทศซิมบับเวย์ (GDP per capita = $100) ดังนั้นถ้า Facebook เป็นประเทศ ตำแหน่งประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรที่ต่ำที่สุดในโลกก็จะตกเป็นของ Facebook อย่างไม่มีข้อแม้ :p</p>
<p>Land Area พื้นที่ภูมิศาสตร์</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro3.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>จากบทความของ Data Center Knowledge ปรากฏว่า ณ เดือนตุลาคมปีที่แล้ว Facebook มีเครื่อง Server ทำงานอยู่ประมาณ 30,000 เครื่อง (ตัวเลขจาก Jeff Rothschild ซึ่งเป็น VP technology ของ Facebook) ซึ่งตัวเลขนี้น่าจะเพิ่มขึ้นแล้ว</p>
<p>ทีนี้พอมาเทียบเป็นพื้นที่ภูมิศาสตร์ ความหนาแน่นประชากรของสหรัฐฯ อยู่ที่ 308 ล้านคน หารด้วยพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกม. เท่ากับความหนาแน่นประชากร 32.1 คนต่อตารางกม. (หรือ 82.9 คนต่อตารางไมล์) เพราะฉะนั้นถ้า Facebook เป็นประเทศ จะต้องมีพื้นที่ทั้งหมด 12.5 ล้านตารางกม. หรือเท่ากับ 3/4 ของพื้นที่รวมของประเทศรัสเซียค่ะ</p>
<p>Number of Births In Every Second (อัตราการเกิด)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro4.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>จากการคำนวณว่า Facebook อาจจะมีผู้ใช้ 1 พันล้านคนภายในปี 2012 Facebook ใช้เวลา 77 วัน ในการเพิ่มประชากรจาก 300 ล้านคนเป็น 350 ล้านคน (1 ธันวา 2009) ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาเป็นอัตราการเกิด 50 ล้านคน หารด้วย 77 วัน ก็จะได้อัตราการเกิดที่ 649,350 คนต่อวัน นั่นหมายความว่าใน 1 วัน จะมีคนสมัครเป็นสมาชิก Facebook วันละประมาณ 650,000 คน หรือประมาณ 7.5 คนต่อวินาทีค่ะ</p>
<p>และถ้า Facebook เป็นประเทศจริงๆ ตัวเลขอัตราการเกิดต่อวินาทีนี้มากกว่าคู่แข่งเยอะเลยค่ะ — อินเดียมีอัตราการเกิด 1 คนต่อ 1.2 วินาที และจีน 1 คนต่อ 1.7 วินาที เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าประชากรใน Facebook อาจยังไม่รู้จักการคุมกำเนิด :p</p>
<p>Language (ภาษา)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro5.png" border="0" alt="" /></p>
<p>Facebook ให้บริการในกว่า 70 ภาษา ซึ่งเทียบไม่เท่ากับ List 20 อันดับประเทศที่ใช้ภาษามากที่สุดในโลก เลยค่ะ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าปาปัวนิวกินีมีภาษาที่ใช้มากกว่า 820 ภาษา!! ตามมาด้วยอินโดนีเซียด้วย 742 ภาษา และไนจีเรียด้วย 516 ภาษาค่ะ</p>
<p>The Working Population (ประชากรทำงาน)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro6.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>ตอนนี้จำนวนนักคิด และนักพัฒนาแอพฯ ให้กับ Facebook มีกว่า 1 ล้านคนจากกว่า 180 ประเทศ เพราะฉะนั้นถ้า Facebook เป็นประเทศ ประชากรที่เป็นคนทำงานมีแค่ประมาณ 0.25% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แล้วอีก 99.75% ที่เหลืออ่ะ ตกงานได้อีก …. ถ้างั้น Facebook ก็เป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานที่มากที่สุดในโลก เพราะเก็บผักกันอย่างพอเพียง</p>
<p>ที่มา : TechXav</p>
<p>Blog: mashingup.wordpress.com ค่ะ ^^</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/facebook-profile/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เวลาเปลี่ยนผ่านของ Social Network</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-social-network/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-social-network/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Feb 2010 10:24:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Design]]></category>
		<category><![CDATA[Digital Media]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดบนอินเตอร์เน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาดออนไลน์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=243</guid>
		<description><![CDATA[เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน เว็บเปลี่ยน กระแสเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน อะไรๆก็เปลี่ยน ดูจะเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วๆ และฉับไวมากๆ เมื่ออยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต เมื่อราวๆ ซัก 4 ปีก่อน ผมและเพื่อนๆ ในแวดวง Digital Design, Digital Media หลายๆคน แทบจะบอกได้ว่าติด Social Media อย่าง Myspace กันงอมแงม เหมือนที่หลายคนติด Facebook ในปัจจุบัน หรือ Hi5 เมื่อซักปี สองปีที่แล้ว เรียกได้ว่าตอนนั้นเป็นขาขึ้นของ Myspace เว็บที่มียอดสมาชิกอันดับ 1 ของโลก กลายเป็นชุมชนนักดนตรีและนักออกแบบ และวัยรุ่น ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กราฟประชากรเว็บไซต์ของโลกในตอนนั้นถูกกลืนกินไปด้วยสีน้ำเงินของ Myspace แม้แต่ผลสรุปการค้นหาเว็บไซต์ในปี 2008 นั้น Myspace ยังเป็นเว็บไซต์ที่ถูกค้นหามากที่สุด เช่นเดียวกัน ปี 2009 แวดวงดิจิตอลก็เปลี่ยน จากผู้ชายที่มีเวทมนต์อย่าง Mark Zuckerberg [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน เว็บเปลี่ยน กระแสเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน อะไรๆก็เปลี่ยน ดูจะเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วๆ และฉับไวมากๆ เมื่ออยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต เมื่อราวๆ ซัก 4 ปีก่อน ผมและเพื่อนๆ ในแวดวง Digital Design, Digital Media หลายๆคน แทบจะบอกได้ว่าติด Social Media อย่าง Myspace กันงอมแงม เหมือนที่หลายคนติด Facebook ในปัจจุบัน หรือ Hi5 เมื่อซักปี สองปีที่แล้ว เรียกได้ว่าตอนนั้นเป็นขาขึ้นของ Myspace เว็บที่มียอดสมาชิกอันดับ 1 ของโลก กลายเป็นชุมชนนักดนตรีและนักออกแบบ<br />
และวัยรุ่น ที่ใหญ่ที่สุดในโลก<br />
กราฟประชากรเว็บไซต์ของโลกในตอนนั้นถูกกลืนกินไปด้วยสีน้ำเงินของ Myspace แม้แต่ผลสรุปการค้นหาเว็บไซต์ในปี 2008 นั้น Myspace ยังเป็นเว็บไซต์ที่ถูกค้นหามากที่สุด เช่นเดียวกัน</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1027_1.png" border="0" alt="" /></p>
<p>ปี 2009 แวดวงดิจิตอลก็เปลี่ยน<br />
จากผู้ชายที่มีเวทมนต์อย่าง Mark Zuckerberg ที่เล่นเอาสั่นสะเทือนไปทั่วโลก กับเว็บไซต์จุดเริ่มต้นจากความสนุกๆ<br />
ในชีวิตมหาลัยอย่าง Facebook ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดและต่อเนื่องทั่วโลก<br />
เหมือนเป็นการเข้ายึดเมืองขึ้น ดึง<strong>ประชากรผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมาเป็น</strong><strong><br />
สมาชิกมากกว่า 312 ล้านคน ในปัจจุบัน</strong><br />
และแม้แต่ในไทยเล่นเอา Hi5 ที่มียอดผู้ใช้งานในเมืองไทยสูงมาก เริ่มทยอยเปลี่ยนสัญชาตไปเป็นประชากร Facebook อย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบัน Hi5 จะยังมีผู้คนเข้าไปใช้งานอยู่แต่ยอดการเติบโตนั้นไม่มีอีกแล้ว ในปลายปี 2009 สรุปเว็บที่ถูกค้นหามากที่สุดกับกลายเป็น Facebook ส่วน Myspace หลุดไปอยู่อันดับ 2 ในระยะเวลาไม่ถึงปี<br />
<strong>ในเมืองไทยเมื่อต้นปี Facebook มียอดสมาชิกเพียง 500,000 คน ผ่านไป 12 เดือนเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านคน (</strong><strong>Active User)</strong><br />
เวลามันผ่านไปอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึง<br />
พฤติกรรมคน พร้อมเสมอที่จะเปลี่ยนค่าย ไปยังสิ่งที่ดีกว่า<br />
และไปกันเป็นกลุ่ม เพื่อนฉันไม่เล่นแล้ว ฉันก็ไม่เล่นด้วยเหมือนกัน</p>
<p>.</p>
<p><strong>หน้า Profile ร้างเกิดขึ้นทุกวัน</strong></p>
<p>ที่พูดอย่างนี้ เพราะเป็นอย่างนี้จริงๆ เห็นได้ชัดๆ<br />
ทุกวันนี้ใครเข้า Hi5 ทุกวันเหมือนเมื่อก่อนบ้าง ใครเข้า Myspace ทุกวันเหมือนเมื่อก่อนบ้าง หน้า Profile ที่ถูกสร้างขึ้นคนเข้าไป Comment มี Community/Comunication ทุกวันนี้เงียบสนิท ลองดู Last Comment ดูสิครับว่าล่าสุดเมื่อไหร่ นานจนลืมไปแล้ว<br />
<img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1027_2.jpg" alt="" /></p>
<p>หน้า Myspace ของผมที่เคยรุ่งเรื่อง จุดเด่นคือสามารถ Modify หน้าตาได้อย่างใจ แต่ต้องเข้าใจการทำเว็บบ้าง<br />
ผมมีเพื่อนที่พูดคุยเรื่องงานออกแบบ แลกเปลี่ยนผลงานกันชม<br />
ทุกวันนี้เงียบมีแต่ Spam ที่เข้ามา Comment กลายเป็น Profile ร้างของ @butthun ไป Myspace หน้านี้ทำให้ได้สัมภาษณ์หนังสือ<br />
และได้มีงานไปลงนิตยสารต่างประเทศ เพราะกลุ่มคนแวดวงนี้ ณ<br />
ตอนนั้นอยู่ที่นี่เยอะมาก ใครงานดีก็จีบไปสัมภาษณ์ เอางานไปลงเล่ม<br />
.</p>
<p>http://www.myspace.com/butthun</p>
<p>Hi5 ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไม่เข้ามานานมากแล้ว</p>
<p>เวลาเปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยน</p>
<p>ที่มา http://www.mkttwit.com/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-social-network/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Inbound Marketing</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/inbound-marketing/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/inbound-marketing/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2010 10:30:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Inbound Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[LinkedIn]]></category>
		<category><![CDATA[Microblog]]></category>
		<category><![CDATA[Social Networking]]></category>
		<category><![CDATA[Twitter]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=245</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงหยุดยาวพักผ่อนหลายๆวัน ผมได้มีโอกาสหยิบหนังสือที่ติดอันดับขายดีระดับ Top 10 บน Amazon.com ในหมวดหมู่ของ “Marketing &#38; Sales” ชื่อว่า “Inbound Marketing” มาอ่าน เพื่อหาแง่มุมที่น่าสนใจในแวดวงการตลาด “Inbound Marketing” เป็นการหยิบยก “Social Media” เพื่อ นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการนำเสนอภาพของการตลาดในอีกแง่มุมหนึ่ง ในเชิงของการเปรียบเทียบรูปแบบการตลาดแบบเดิมๆ ที่นักการตลาดส่วนใหญ่คุ้นเคย คือ “Outbound Marketing” หรือที่รู้จักกันดีว่า “Push Marketing” สิ่งที่นักการตลาดส่วนใหญ่จะคุ้นเคย ทั้งในเชิงของสื่อสารการตลาด (Marketing Communication) และ การขาย (Sales) คือ “Outbound Marketing” วิธีการส่งข้อความโฆษณาขายสินค้าหลายๆรูปแบบ ผ่านช่องทางการสื่อสารเดิม (Traditional Media) ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ หรือการจัดงานอีเวนท์ จากนักการตลาด “ออกไปสู่“ กลุ่มเป้าหมาย เพื่อหวังจะสร้างยอดขายให้เพิ่มสูงขึ้น วิธีการเหล่านี้ ไม่ได้รับประกันความสำเร็จในปัจจุบัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงหยุดยาวพักผ่อนหลายๆวัน ผมได้มีโอกาสหยิบหนังสือที่ติดอันดับขายดีระดับ Top 10  บน Amazon.com ในหมวดหมู่ของ “Marketing &amp; Sales” ชื่อว่า “Inbound Marketing” มาอ่าน เพื่อหาแง่มุมที่น่าสนใจในแวดวงการตลาด</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042010_1708_InboundMark11.png" alt="" /></p>
<p>“Inbound Marketing” เป็นการหยิบยก “Social Media” เพื่อ นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการนำเสนอภาพของการตลาดในอีกแง่มุมหนึ่ง ในเชิงของการเปรียบเทียบรูปแบบการตลาดแบบเดิมๆ ที่นักการตลาดส่วนใหญ่คุ้นเคย คือ “Outbound Marketing” หรือที่รู้จักกันดีว่า “Push Marketing”</p>
<p>สิ่งที่นักการตลาดส่วนใหญ่จะคุ้นเคย ทั้งในเชิงของสื่อสารการตลาด (Marketing Communication) และ การขาย (Sales) คือ “Outbound Marketing”</p>
<p>วิธีการส่งข้อความโฆษณาขายสินค้าหลายๆรูปแบบ ผ่านช่องทางการสื่อสารเดิม (Traditional Media) ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ หรือการจัดงานอีเวนท์ จากนักการตลาด “ออกไปสู่“ กลุ่มเป้าหมาย เพื่อหวังจะสร้างยอดขายให้เพิ่มสูงขึ้น</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042010_1708_InboundMark21.png" alt="" /></p>
<p>วิธีการเหล่านี้ ไม่ได้รับประกันความสำเร็จในปัจจุบัน เฉกเช่นที่เคยสำเร็จมา ในยุคที่ Mass Media เรืองอำนาจ</p>
<p>เพราะในยุค “Social Media Era” ผู้ คนมีสื่อให้เสพ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์เนื้อหาเฉพาะด้านต่างๆ เว็บพอร์ทัล เว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือกระทั่งบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน</p>
<p>การสื่อสารผ่านช่องทางเดิม อาจจะไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเดิมๆได้ อีกต่อไป</p>
<p>มีข้อมูลจากรายงานของ Nielsen ระบุว่า ใน 1 วัน ชาวอเมริกันจะได้รับรู้ข้อความโฆษณากว่า 1,600 ข้อความ จากทุกๆสื่อ</p>
<p>ถ้าจะอ่านโฆษณาทั้งหมดที่ลงในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน จะต้องใช้เวลาติดต่อกันถึง 50 นาที</p>
<p>ข้อความโฆษณานิตยสารต้องใช้เวลาอีก ครึ่งชั่วโมง ถึงจะอ่านหมด</p>
<p>จึง ไม่มีใครบอกได้ว่า โฆษณาที่นักการตลาด วางแผนปูพรมยิงออกอากาศทางโทรทัศน์ จะมีคนได้เห็นซักกี่คน เพราะรีโมททีวี ทำให้การเปลี่ยนช่องหนีโฆษณา ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ</p>
<p>โฆษณา ในสื่อสิ่งพิมพ์ ก็ถูกเพิกเฉยมากขึ้น เมื่อเวลาคนเราน้อยลงในแต่ละวัน ต้องทำอะไรหลายอย่างมากขึ้น จึงมักอ่านในสิ่งที่ตัวเองมองหาเท่านั้น</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042010_1708_InboundMark31.png" alt="" /></p>
<p>และในชีวิตประจำวันคนเรา ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ออกไปทำงาน จนกระทั่งกลับบ้าน เข้านอน</p>
<p>ทุกวงจรชีวิต ล้วนต้องบริโภคข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นสาระหรือบันเทิง จำนวนมาก</p>
<p>อาจจะจำไม่ได้ทั้งหมดด้วยซ้ำ ว่าวันนี้ ตัวเองได้พบหรือได้เห็นอะไรมาบ้าง</p>
<p>ยิ่ง นักการตลาด พยายามจะสื่อสารออกไปมากเท่าไหร่ ผู้บริโภคก็จะคิดว่าเป็นการยัดเยียดมากเท่านั้น จนนำไปสู่การเพิกเฉยได้ง่ายๆ เพราะกลายเป็น “SPAM” ในสายตาของผู้บริโภคเหล่านี้</p>
<p>ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำการตลาดแบบ Outbound เริ่มเสื่อมมนต์ขลัง จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และอาจจะกลายเป็น Interruption Marketing  ในไม่ช้า</p>
<p>“Inbound Marketing” จึงถูกนำมากล่าวถึง ในเชิงเปรียบเทียบ และถูกยกบทบาทให้โดดเด่นขึ้นไปอีกเมื่อเสริมเครื่องมืออันทรงพลังอย่าง “Social Media” เข้าไป</p>
<p>แทนที่จะ “สื่อออกไป” (Push) หากลุ่มเป้าหมายแบบเดิม และคาดหวังว่า สิ่งที่สื่อออกไปนั้น จะไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะเป็นลูกค้าของเราจริงๆ และจะทำให้เค้ามาสนใจในสินค้าของเราได้</p>
<p>ให้หันมาใช้วิธี “ดึง“<br />
(Pull) กลุ่มเป้าหมาย เข้ามาหาสินค้าของเราดีกว่า</p>
<p>เพราะยังไง ก็รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ มีโอกาสเป็นลูกค้าเราค่อนข้างสูง เพราะเค้าเข้าหาเราเอง</p>
<p>ในวันที่อินเตอร์เน็ต มีบทบาทสำคัญสูง จนเรียกได้ว่ามีอิทธิพลเหนือกว่าสื่อใดๆ เพราะโลกที่เปลี่ยนจาก Consumer 1.0<br />
(Consumer &amp; Producer) มาเป็น Consumer 2.0 (Prosumer)</p>
<p>ผู้บริโภค เลือกที่จะเชื่อและรับฟังกันเอง มากกว่าที่รับฟังจากสื่อใด สื่อหนึ่ง</p>
<p>อิทธิพล จาก ปัจเจกบุคคล สูงขึ้น จนกลายเป็น หนึ่งในกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันไปแล้ว</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042010_1708_InboundMark41.png" alt="" /></p>
<p>(Traditional Purchasing Decision Funnel, Source: Forrester)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042010_1708_InboundMark51.png" alt="" /></p>
<p>(Social Media Purchasing Decision Funnel, Source: Forrester)</p>
<p>นี่คือ เหตุผลว่า ทำไม “Social Media” จึงทรงอิทธิพล ต่อ วงการการตลาด อย่างมากในปัจจุบัน</p>
<p>เมื่อสื่ออินเตอร์เน็ตและ “Social Media” กลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลทางความคิดของผู้คน “Inbound Marketing” จึงหยิบยกมาเป็นเครื่องมือ เพื่อ “ดึง“ ผู้บริโภคที่ใช้สื่อนี้ เข้ามาสู่ขั้นตอนการตัดสินใจซื้อขาย</p>
<p>นอกจากการใช้ “Social Media” เป็นอีกหนึ่ง Channel ในโปรโมทสินค้าและโฆษณา</p>
<p>ทำยังไง สินค้าและบริการของเรา จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ “Social Media”</p>
<p>ทำยังไง สินค้าและบริการของเรา จะถูกค้นพบ โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย</p>
<p>ในหนังสือ “Inbound Marketing” ได้รวบรวม วิธีการ ใช้เชิงปฏิบัติ</p>
<p>เจาะลงไปในสื่อ “Social Media” หลักๆ เป็นรายตัว</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็น Blog , Microblog อย่าง Twitter, Social Networking อย่าง Facebook<br />
,LinkedIn,</p>
<p>เว็บวิดีโอ YouTube , บริการ Bookmark อย่าง StumbleUpon , เว็บข่าวอย่าง Digg.com</p>
<p>รวมไปถึงรูปแบบของการทำ “Search Engine Optimization” (SEO) เพื่อให้สร้างอันดับการค้นหาสูงๆบน Search Engine ดังๆ</p>
<p>Tactic ทั้งหลาย ล้วนตอบโจทย์ “Get Found” ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการทำ “Inbound Marketing”</p>
<p>นอกจาก Tactic ในเชิงปฏิบัติแล้ว ยังเสริมความแน่น ด้วยการติดตาม วัดผล ว่าสิ่งที่ทำ ได้ประสิทธิภาพดีหรือไม่</p>
<p>ก่อนตบท้ายด้วยการ หา “The Right Person” มาทำ “Inbound Marketing”</p>
<p>“The Right Person” ที่ว่า จะต้องเป็นสายเลือด Digital มี Social Media อยู่ในจิตวิญญาณ</p>
<p>หนังสือเปรียบเทียบให้เห็น คน 2 ประเภท</p>
<p>“Digital Tourist” คือ คนที่ไม่ค่อยรู้จักโลกอินเตอร์เน็ตอย่างลึกซึ้ง เป็นเพียงผู้ใช้ธรรมดา เกิดมาในยุคอนาลอก</p>
<p>“Digital Citizen” คือ คนที่มีความเป็น Digital อยู่ในสายเลือด ใช้ชีวิตออนไลน์ในทุกลมหายใจเข้าออก มีความเข้าใจพฤติกรรมคนออนไลน์ด้วยกันเป็นอย่างดี</p>
<p>บริษัทไหน อยากประสบความสำเร็จในการทำ “Inbound Marketing” จะต้องเลือก “Digital Citizen” มาทำงานนี้โดยเฉพาะ เพราะไม่มีทางที่ “Digital Tourist” จะทำหน้าที่นี้ได้ดี</p>
<p>เปรียบเสมือน เครื่องมือเดียวกัน ถ้าไปอยู่ในมือของคน คนละประเภท ย่อมก่อให้เกิดผลลัพท์ที่แตกต่างกัน อย่างสิ้นเชิง</p>
<p>ของชิ้นเดียวกัน ถ้าไปตกอยู่ในมือของมนุษย์หิน อาจจะกลายเป็นแค่ก้อนหินก้อนใหญ่ เอาไว้ขว้างปาใส่คนอื่น</p>
<p>แต่ของชิ้นเดียวกัน ถ้าไปตกอยู่ในมือของผู้ที่ใช้มันเป็น อาจจะกลายเป็นระเบิดนิวเคลียร์ อำนาจทำลายล้างสูง</p>
<p>บริษัทไหน สามารถใช้ “Inbound Marketing” เป็นระเบิดนิวเคลียร์ได้ มีโอกาสชนะในสมรภูมิธุรกิจสูงยิ่ง</p>
<p>คุณล่ะ พร้อมหรือยัง ที่จะใช้มัน?</p>
<p>(บทความนี้ ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Positioning ประจำเดือนมกราคม 2553)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/inbound-marketing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>6 เทรนด์การตลาดที่น่าจับตามองในปี 2010</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/6-marketing-trend-2010/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/6-marketing-trend-2010/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Dec 2009 10:34:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[marketing trend]]></category>
		<category><![CDATA[social media]]></category>
		<category><![CDATA[เทรนด์การตลาด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=248</guid>
		<description><![CDATA[กระแส หรือ เทรนด์ หลายๆอย่างเริ่มจากการก่อตัวของคลื่นลูกเล็กๆ หรือเรียกว่า “Microtrends” แล้วจึงค่อยพัฒนา แผ่วงกว้าง ไปสู่ คลื่นที่ขนาดใหญ่ หลายๆสิ่งที่เพิ่งถือกำเนิดเป็นคลื่นลูกเล็กๆ ที่กำลังจะกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ๆในอนาคตอันใกล้ ลองมาจับตาดูกันว่า เทรนด์ของธุรกิจ และการตลาดในปี 2010 อะไร น่าจะเป็นคลื่นเทรนด์ลูกใหญ่ได้ Real-time Marketing “The Now Generation” ในโลกยุคข่าวสารข้อมูลในปัจจุบัน สื่อที่เรียกกันว่า “Social Media” เริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิต มากขึ้นในทุกๆวัน ยิ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งมีผู้ใช้สื่อ “Social Media” มากขึ้นเท่านั้น จากปากต่อปาก เพื่อนชวนเพื่อน และสื่อเก่า (Traditional Media) พากันโหมโปรโมต “Social Media” กันมากขึ้น “Social Media” จากเดิมที่เป็น Niche Marketing จะเพิ่มและสะสมความ “Mass” มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็น ตลาดผู้ใช้ ขนาดใหญ่ ที่นักการตลาดเริ่มมาจับตามอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กระแส หรือ เทรนด์ หลายๆอย่างเริ่มจากการก่อตัวของคลื่นลูกเล็กๆ หรือเรียกว่า “Microtrends”</p>
<p>แล้วจึงค่อยพัฒนา แผ่วงกว้าง ไปสู่ คลื่นที่ขนาดใหญ่</p>
<p>หลายๆสิ่งที่เพิ่งถือกำเนิดเป็นคลื่นลูกเล็กๆ ที่กำลังจะกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ๆในอนาคตอันใกล้</p>
<p>ลองมาจับตาดูกันว่า เทรนด์ของธุรกิจ และการตลาดในปี 2010 อะไร น่าจะเป็นคลื่นเทรนด์ลูกใหญ่ได้</p>
<ol>
<li><strong>Real-time Marketing “The Now Generation”<br />
</strong></li>
</ol>
<p>ในโลกยุคข่าวสารข้อมูลในปัจจุบัน สื่อที่เรียกกันว่า “Social Media” เริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับชีวิต มากขึ้นในทุกๆวัน</p>
<p>ยิ่งผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งมีผู้ใช้สื่อ “Social Media” มากขึ้นเท่านั้น</p>
<p>จากปากต่อปาก เพื่อนชวนเพื่อน และสื่อเก่า (Traditional Media) พากันโหมโปรโมต “Social Media” กันมากขึ้น</p>
<p>“Social Media” จากเดิมที่เป็น Niche Marketing จะเพิ่มและสะสมความ “Mass” มากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>กลายเป็น ตลาดผู้ใช้ ขนาดใหญ่ ที่นักการตลาดเริ่มมาจับตามอง</p>
<p>แนวคิดของ “Social Media” มากับคำว่า “Co-creation” หรือ “ร่วมคิด ร่วมสร้าง”</p>
<p>ทุกๆกิจกรรมภายใน “Social Media” เกิดมาจาก “การแบ่งปัน“ (Sharing) และ “การให้” (Contribution)</p>
<p>เมื่อมีคนในชุมชน “Social Media” เพิ่มขึ้นจำนวนมาก<br />
กิจกรรมดังกล่าวย่อมหมุนเวียนมากขึ้น</p>
<p>เกิดการแลกเปลี่ยน สนทนา แลกความคิดเห็นในวงกว้าง ระหว่างผู้คนในสังคม “Social Media”</p>
<p>ทำให้มี “การไหลของกระแสข่าวสาร ข้อมูล” จำนวนมหาศาล และแปรเปลี่ยนไปอย่างรวจเร็ว</p>
<p>“Social Media” ก็คือ “People Conversation” นั่นเอง</p>
<p>ด้วยกระแสการเติบโตแบบก้าวกระโดดของมือถือ SmartPhone</p>
<p>รวมไปถึงออกแบบให้รองรับบริการออนไลน์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับการใช้งานบนหน้าจอมือถือ</p>
<p>ทำให้ผู้บริโภค “เสพย์ติด“ บริการออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “Social Networking” “Email” หรือ “Chat”</p>
<p>มือถือ SmartPhone จึงเป็นเสมือนอุปกรณ์ที่ใช้ “เล่น“ บริการเหล่านั้น</p>
<p>ที่ขาดไม่ได้และดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่เพราะ นั่นคือ “อินเตอร์เน็ต“ ที่ทำหน้าที่เป็น “access” ในการเข้าถึงบริการต่างๆ</p>
<p>และดูเหมือนว่า ความต้องการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตนี้ จะสูงเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา</p>
<p>เพราะผู้ใช้ ต้องการเข้าถึงบริการต่างๆได้ตลอดเวลา และในทุกๆที่</p>
<p>“อินเตอร์เน็ต“ นั้น จึงต้องเป็นแบบ “always on” หรือ เชื่อมต่อตลอดเวลา</p>
<p>เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูล ข่าวสาร หรือ การติดต่อ  จากคนอื่น</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็น “Push Email” ที่เมื่อมีการแจ้งเตือนข้อความอีเมล์ใหม่ๆที่เข้ามาใน Inbox</p>
<p>“Instant Messenger” ที่ช่วยให้สามารถคุยกับเพื่อนได้ตลอดเวลา</p>
<p>“Twitter” “Facebook” และ “Social Network” อื่นๆ เป็นบริการที่คนกลุ่มนี้ ต้องการใช้ตลอดเวลา เพื่อโต้ตอบทันที ที่กลุ่มเพื่อน เข้ามาสนทนาด้วย</p>
<p>“Instant” หรือ “ความทันใจ“ นี่เอง<br />
เป็นความต้องการหลัก ของคนกลุ่มนี้</p>
<p><strong>กลุ่มที่ เรียกว่า “Now Generation”<br />
</strong></p>
<p>นักการตลาด เฝ้าสังเกตการณ์อยู่จากวงนอก เริ่มเข้ามาคลุกวงใน</p>
<p>ทุกคนอยากรู้ว่า “People Conversation” จะพูดถึงบริษัท แบรนด์ สินค้าและบริการของตน อย่างไรบ้าง</p>
<p>และที่สำคัญที่สุด</p>
<p>ตัวเอง จะมีปฏิกิริยา อย่างไร กับ “Now Generation” เหล่านั้น</p>
<p>ควรจะคุย เพิกเฉย จะตอบกลับเร็วหรือช้า?</p>
<p>นักการตลาด จะต้องเรียนรู้ที่จะนำแคมเปญสื่อสารการตลาดใหม่ๆมาใช้กับคนกลุ่มนี้</p>
<p>เพราะสามารถวัดผลได้แทบจะเรียกได้ว่า “ทันที“ และ “ทันใจ”</p>
<p>กลุ่มเป้าหมายจะสนใจ หรือ ไม่สนใจ รวมไปถึงปฏิกิริยา ที่ได้รับ ทั้งทางบวกและทางลบ</p>
<p>และต้องพร้อมรับมือ และเปลี่ยนแปลง แผนการตลาดตลอดเวลา</p>
<ol>
<li><strong>เศรษฐกิจแอพลิเคชั่น (App Economy)<br />
</strong></li>
</ol>
<p>ในอดีต “Web 1.0″ มีนิยาม คือ เว็บที่มีการ “อ่าน“ เพียงอย่างเดียว โดยที่เจ้าของเว็บไซต์ เป็นผู้ที่จัดทำเนื้อหาขึ้นมา</p>
<p>จากนั้น แนวคิดก็วิวัฒน์ มาสู่ยุคที่ “ผู้อ่าน” สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับเจ้าของเว็บ เป็นการ “ร่วมคิด ร่วมสร้าง“ เพื่อรังสรรค์เนื้อหา จากการนำความรู้ของแต่ละคน มาร่วมต่อยอดพัฒนาให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น</p>
<p>ในยุค “Web 2.0″ เราได้เห็นการเติบโตของเว็บไซต์ “Social Networking” อย่างก้าวกระโดด ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจำนวนมหาศาล มีตัวตนอยู่ใน สังคมออนไลน์</p>
<p>กลายเป็น<br />
อีกรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร ทดแทนอีเมล์แบบเดิมๆ เพราะผู้ใช้ สามารถส่งข้อความหากันได้</p>
<p>ความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างสูงกับบริการ “Youtube.com” ที่ไม่ว่าใครๆ ก็นำ VDO ไปฝากไว้</p>
<p>แม้กระทั่ง VDO งานแต่งงานของตัวเอง ก็มีคนไทยไม่น้อย เอาไปโพสต์ลง “Youtube.com”</p>
<p>การสร้างชื่อเสียงของ “Susan Boyle” เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่บ่งบอกถึงความทรงพลังของ “Social Media” และความนิยมที่มีในตัว “Youtube.com”</p>
<p>คนส่วนใหญ่ ใช้ “Google” เป็นหน้าแรก และเป็นประตูเชื่อมต่อไปสู่โลก Cyber</p>
<p>รูปถ่ายมหาศาล ของแต่ละคน ถูกอัพโหลดไปเก็บไว้ในบริการฝากรูปชื่อ “Flickr”</p>
<p>เราสามารถค้นหาสถานที่ แผนที่ หรือ ให้ระบบ GPS นำทางในการขับรถ ได้ด้วยบริการ “Google Map” ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ ทำการระบุพิกัด สถานที่ที่น่าสนใจเข้าไปได้เอง</p>
<p>และยังแชร์ให้ผู้ใช้คนอื่นๆทั่วโลกได้รับรู้อีกด้วย</p>
<p>ยุค “Web 2.0″ ได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตออนไลน์ของผู้คนในโลกอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>ทั้งในแง่ของพฤติกรรมผู้บริโภค และ อุตสาหกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้อง</p>
<p>เรียกได้ว่า Web 2.0 ได้เข้ามา “เขย่า“ โลกจนสะท้าน สะเทือนไปทั่ว</p>
<p>หลายๆคนตั้งคำถามว่า แล้วยุคต่อไปของ Web คืออะไร?</p>
<p>ผู้เชี่ยวชาญด้านอินเตอร์เน็ต หลายคน เคยให้คำนิยามไว้ว่า “Web 3.0″ อาจจะเรียกว่าเป็น “Semantic Web”</p>
<p>หรือเว็บที่มีความฉลาด สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาถึงกันเองได้หมด และเว็บไซต์ สามารถมีความสัมพันธ์ถึงกันได้เอง ผ่านข้อมูลที่เรียกว่า “metadata” จากเดิมที่เชื่อมโยงแค่ในมิติเดียว คือ “keyword”</p>
<p>กล่าวง่ายๆ คือ การ ใส่สมองและความคิด ให้กับตัวเว็บ แล้วเว็บนั้น จะไปเรียนรู้ ค้นหาและเชื่อมโยงกับสิ่งที่เกี่ยวข้องให้เอง</p>
<p>เว็บรถยนต์ ก็จะไปเชื่อมโยงกับเว็บศูนย์บริการซ่อม เว็บอุปกรณ์ตกแต่งรถ เว็บปั๊มน้ำมัน หรือแม้กระทั่งเว็บเครื่องเสียงติดรถยนต์</p>
<p>อาจจะถึงขั้นเรียนรู้ได้อีก รถยนต์ในความหมายของผู้ใช้แต่ละคน คืออะไร</p>
<p>ฉลาดขนาดนั้น…</p>
<p>แต่ “Semantic Web” ยังถือว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดใหม่ ยังพัฒนาได้ไม่ถึงขั้นที่จะออกมาสู่เว็บกระแสหลัก</p>
<p>“Web 3.0″ ที่เป็น “Semantic Web” อาจจะไกลไป</p>
<p>สิ่งที่ใกล้กว่า และกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่และน่าจับตามองที่สุดในธุรกิจออนไลน์ขณะนี้</p>
<p>นั่นคือ “App Economy” หรือ เศรษฐกิจของ แอพลิเคชั่น<br />
นั่นเอง</p>
<p>จุดเริ่มต้น มาจากการเปิด “Platform” ของ Facebook ใน ปี 2007</p>
<p>เพื่ออนุญาติให้นักพัฒนาแอพทั่วโลก  เขียนแอพเข้ามาเสริมเขี้ยวเล็บให้ Facebook มากขึ้น</p>
<p>การตัดสินใจครั้งนั้น ถือเป็นจุดพลิกประวัติศาสตร์ของ Facebook เลยก็ว่าได้</p>
<p>เพราะในปัจจุบัน มีผู้พัฒนาแอพ กว่า 1 ล้านคน ใน 180 ประเทศ</p>
<p>มีแอพที่มีผู้ใช้ประจำกว่า 35,000ตัว และมีถึง 250 ตัว ที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน</p>
<p>โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกม “Farm Ville” หรือที่ผู้ใช้ Facebook ชาวไทย เรียกกันติดปากว่า “เกมปลูกผัก”</p>
<p>เกมนี้มีผู้ใช้ถึงวันละ 20 ล้านคน สร้างรายได้ระดับ ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>ตัว Facebook เอง จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีรูปแบบธุรกิจ การหารายได้ที่ชัดเจน ว่าจะหารายได้มาอย่างไร</p>
<p>แต่ที่แน่ๆผู้สร้างแอพ จำนวนไม่น้อย ที่สามารถหากินจากเครือข่ายที่ Facebook สร้างขึ้นมาได้แล้ว</p>
<p>ด้วยอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด และ ต่อเนื่องของ Facebook ทำให้จำนวนผู้ใช้แอพนั้น อยู่ในอัตราเร่งเดียวกัน</p>
<p>ยอดผู้ใช้ Facebook พุ่งสูงทะลุหลัก 300 ล้าน โตถึง 220% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน</p>
<p>ส่วนประเทศไทย ติดอันดับ ประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ Facebook สูงสุดอันดับต้นๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน</p>
<p>จนปัจจุบัน มีผู้ใช้ Facebook ในไทยแล้ว กว่า 1.6 ล้านคน</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042310_1510_61.png" alt="" /><br />
<img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042310_1510_62.png" alt="" /></p>
<p>สิ่ง ที่นักการตลาด ต้องจับตามอง คือ การมอง แอพ เป็นสื่อ อีกสื่อหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างสรรค์ กิจกรรมทางการตลาดออนไลน์ให้น่าสนใจ และมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ถ้าเปรียบ Facebook เหมือนห้างสรรพสินค้า ที่ใหญ่และมีผู้คนเดินเข้าเดินออกมากมาย</p>
<p>เจ้าของห้างอนุญาติให้เราเข้าไปจัดกิจกรรมการตลาดข้างในห้างได้ เหมือนไปตั้งร้าน เช่าบูธในนั้น</p>
<p>เราจะเข้าไปสร้างกิจกรรมอะไร ให้ดึงดูดคน สร้าง Brand Awareness , Customer Engagement</p>
<p>กลายเป็นสื่อออนไลน์ทางเลือก นอกเหนือไปจาก Banner</p>
<p>แต่ที่ได้เปรียบกว่า น่าจะเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรง และสามารถสร้าง Word-of-mouth ได้ อย่างที่หลายๆแอพบน Facebook ทำได้มาแล้ว ในเกมดังอย่าง “Friend for Sales” และ “Farm Ville”</p>
<p>การทำการตลาดออนไลน์บน Facebook ไม่ใช่แค่การสร้าง Fan Page และหาจำนวน Fan ให้ได้เยอะๆเท่านั้น</p>
<p>แอพ<br />
เป็นทางเลือกที่ดีกว่า ได้ประสิทธิภาพสูงกว่า และมีโอกาสสร้างรายได้จากตัวแอพเอง</p>
<ol>
<li><strong>CEO Brand in Social Media<br />
</strong></li>
</ol>
<p>เมื่ออัตราเร่งของการเติบโตของ Social Media ทั่วโลก สามารถสร้างกระแสและผลกระทบต่อแวดวงธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆในวงกว้าง</p>
<p>หลายๆกระแสใน Social Media ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในโลก Offline</p>
<p>ทำให้หลายองค์กร ต้องกลับมาทบทวน และวางกลยุทธ์สื่อสารการตลาดใหม่ โดยการนำ Social Media เข้ามาอยู่ในแผนงานใหม่ด้วย</p>
<p>องค์กรไหนช้า องค์กรนั้น ตกเทรนด์</p>
<p>มีสิทธิ์โดนแบรนด์คู่แข่งโจมตี และถูกแย่งลูกค้าไปได้ง่ายๆ</p>
<p>แต่การทำตลาดบน Social Media ไม่ใช่เรื่องง่าย</p>
<p>ถ้ายังอาศัยกรอบแนวคิดแบบเดิม มีสิทธิ์เจ๊งได้ง่ายๆ</p>
<p>เพราะ Social Media คือ People Conversation</p>
<p>การที่จะสวมหมวกธุรกิจหรือแบรนด์ลงไปคลุกด้วย อาจจะถูกเพิกเฉย เนื่องจากไม่เข้ากลุ่ม</p>
<p>หนักที่สุดถือถูกต่อต้าน จากผู้คนในสังคมออนไลน์</p>
<p>การทำตัวกลมกลืน เป็นสิ่งที่สำคัญ</p>
<p>วิธีการแบบ “ตัวแทน“ เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในโลกของ Social Media</p>
<p>ตัวแทนที่ดีที่สุดที่จะกระโดดลง Social Media คือ CEO</p>
<p>ในระดับโลก มี CEO บริษัทยักษ์ใหญ่มากมายที่กระโดดเข้ามาใช้ Twitter</p>
<p>อาทิเช่น Richard Branson CEO ของ Virgin Group ,<br />
Tony Hsieh CEO ของ Zappos.com หรือ Jonathan Schwartz แห่ง Sun Microsystem</p>
<p>หรือแม้แต่ CEO ในไทย อย่างคุณพาที สารสิน แห่ง นกแอร์ ก็ได้ลงมาจับ Twitter อย่างจริงจัง จนสร้างความสนิทคุ้นเคยกับเหล่า Follower ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>เมื่อเปรียบเทียบ CEO กับการให้พนักงานของบริษัทนั้นๆเข้ามาใช้ Social Media ในการพูดคุย ติดต่อกับกลุ่มลูกค้า</p>
<p>Effect ของ CEO จะสูงกว่ามาก</p>
<p>เนื่องจาก สิ่งที่ลูกค้าสามารถรู้สึกได้ คือ “ความพิเศษ”</p>
<p>ความพิเศษ อาจจะเป็นความรู้สึกดี ที่เห็นว่าผู้บริหารมีความใส่ใจ และเอาใจใส่ในลูกค้า</p>
<p>การเข้ามาสร้างความเป็นกันเอง พูดคุยสนทนากับลูกค้า อย่าง “เพื่อน” คุยกับ “เพื่อน”</p>
<p>ย่อมสามารถสร้าง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” (Trustworthiness) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในระบบ Social Media</p>
<p>เมื่อผู้บริหาร ระดับ CEO สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ให้เกิดขึ้นกับคนในสังคมออนไลน์ จนแปรเปลี่ยนไปเป็นระดับ “เพื่อน“ ได้</p>
<p>ย่อมส่งผลกระทบในแง่ดี กับภาพลักษณ์ของแบรนด์ รวมไปถึงระดับองค์กร</p>
<p>เพราะในแง่ความสัมพันธ์อย่าง “เพื่อน“ และตำแหน่งระดับผู้นำสูงสุดขององค์กร</p>
<p>ย่อมสามารถมีอิทธิพลในแง่ของการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีได้</p>
<p>CEO อาจจะพูดถึงวัฒนธรรมองค์ สื่อสารถึงแบรนด์ รวมไปถึงบุคคลิก ลักษณะขององค์กร</p>
<p>และแน่นอนว่า ถ้าเพื่อน ไม่ซื้อของ ของเพื่อน</p>
<p>แล้วใครล่ะจะซื้อ?</p>
<ol>
<li><strong>Freeconomics<br />
</strong></li>
</ol>
<p>หลังจากที่ Chris Anderson แห่ง “Lontail” ได้ออกหนังสือชื่อ “Free : The Future of Radical Price” ออกมา</p>
<p>ปรากฏ เรื่องของ “Free” ได้รับการกล่าวถึงในวงการธุรกิจมากมายในวงกว้าง</p>
<p>หลายๆองค์กรธุรกิจ ต่างทำการทดลอง Business Model ที่เหมาะสมกับองค์กร และลักษณะของการประกอบธุรกิจ โดยหยิบ “Free” ขึ้นมาใช้</p>
<p>ที่เห็นคึกคักกันมาก คือ ในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์</p>
<p>มีการออกนิตยสารที่แจกฟรีบนรถไฟฟ้า หรือแจกตามสถานที่ต่างๆ ที่คิดว่าจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้</p>
<p>เป็นการใช้ รูปแบบของ “Three Parties Market” หรือ การมีคนอื่นมาออกค่าใช้จ่ายให้</p>
<p>สำนักพิมพ์สามารถพิมพ์นิตยสารมาแจกลูกค้าได้ฟรีๆ ก็เพราะมี Sponsor มาลงโฆษณาในเล่ม</p>
<p>บางเล่มพิมพ์ครั้งละหลายพัน บางเล่มอาจจะพิมพ์กันถึงหมื่นเล่ม และแจกกันมาต่อเนื่องยาวนาน</p>
<p>ถ้าทำแล้วขาดทุน คงเลิกทำไปแล้ว…</p>
<p>เพราะนิตยสารเหล่านี้ พิมพ์ออกมาจำนวนเยอะ และมีวิธีการแจกจ่ายไปสู่กลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นคนระดับ “ครีม”</p>
<p>ครีม สำหรับ Sponsor เหล่านั้น</p>
<p>ข้อเขียนบางชิ้น สามารถทำเป็นรูปแบบ Digital เตรียมพร้อมแจกจ่ายทางช่องทางออนไลน์</p>
<p>บทสัมภาษณ์แหล่งข่าว จากที่เคยอัดเป็นเสียง ก็เปลี่ยนเป็นอัดวิดีโอ</p>
<p>ใส่โฆษณาบางชิ้นลงไป ทั้งในไฟล์ข้อเขียนและในวิดีโอ</p>
<p>แจกจ่ายมันออกไป ให้เป็นวงกว้างที่สุด จากแฟนนิตยสารจำนวนหมื่น ส่งต่อถึงคนจำนวนแสน</p>
<p>รับรอง Sponsor ยิ้มแก้มปริ เผลอๆ เก็บค่าลงโฆษณาได้ ในอัตราที่สูงกว่าเดิม</p>
<p>ต้นทุนการทำ Digital รวมไปถึงการแจกจ่ายบน Internet เรียกได้ว่าเกือบเข้าใกล้ศูนย์</p>
<p>“Free” มีจริง และทำได้จริง ด้วยต้นทุนที่น้อยมาก</p>
<ol>
<li><strong>The New Influencer<br />
</strong></li>
</ol>
<p>สื่อสารการตลาดรูปแบบเดิม เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยผ่าน “สื่อ”</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็น สื่อ วิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ ป้ายโฆษณาต่างๆ</p>
<p>ใครมีงบเยอะซักหน่อย ก็สามารถซื้อ “การเข้าถึง“ กลุ่มเป้าหมายได้ มาก</p>
<p>เมื่อหลายธุรกิจ คิดแบบนี้ ทำให้เกิด โฆษณามากมาย ในสื่อที่เราทั้งหลายบริโภคกัน</p>
<p>เราอาจจะดูโฆษณาสินค้าคล้ายๆกัน ในสื่อสื่อเดียวกัน และเวลาใกล้ๆกัน หลายครั้งใน 1 วัน</p>
<p>ผู้บริโภค จำสินค้าของคนไหนได้มากกว่า คนนั้นชนะ …</p>
<p>นี่เป็นเกม ของคนมีเงิน  อีกทั้งยังไม่ค่อยเหมาะ กับสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปัจจุบัน</p>
<p>อีกทั้งผู้บริโภค มีกระบวนการในการตัดสินใจซื้อสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไป</p>
<p>จากเดิม คือ ดูโฆษณา เกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการ และเลือกว่ามีแบรนด์ไหนบ้างที่น่าสนใจ</p>
<p>กลายเป็น ต้องการสินค้าแบบไหน ก็ไปถาม ไปดู ไปสำรวจ ว่าผู้คนในสังคมออนไลน์ เค้าใช้แบรนด์ไหนอยู่</p>
<p>จะซื้อ Notebook ซักเครื่อง หรือกล้องถ่ายรูปดิจิตัลซักอัน นั่งอ่านรีวิวกันที เป็นสิบเว็บไซต์</p>
<p>ผู้บริโภคปัจจุบัน เชื่อคำวิจารณ์ของคนอื่น มากกว่าโฆษณา ที่บริษัทต่างๆทำมา</p>
<p>นั่นคือ “People Conversation” มีอิทธิพล ต่อการซื้อสินค้า อย่างมาก</p>
<p>นอกจากการ “เชื่อ“ คำวิจารณ์ของคนอื่นมากขึ้นแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการซื้อไม่แพ้กัน</p>
<p>นั่นคือ คำบอกเล่า ของเหล่า “ผู้ทรงอิทธิพล“ หรือ “Influencer”</p>
<p>ผู้ทรง อิทธิพลในที่นี้ ความถึงผู้ที่มีอิทธิพลทางด้านความคิด ต่อผู้อื่น สามารถชักนำ ชักชวนให้ผู้อื่นคล้อยตามได้ และมีคนจำนวนมากให้ความเคารพ เลื่อมใส</p>
<p>เรียกอีกนัยหนึ่งว่า เป็น “ผู้มีบารมีทางความคิด”</p>
<p>คนกลุ่มนี้ เมื่อแสดงความคิดเห็น ต่อสินค้า และบริการใดๆแล้ว มักส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสินค้าและบริการตัวนั้น</p>
<p>เพราะจะมีการบอกต่อ จนเกิด “Word-of-mouth”</p>
<p>ถ้ากลุ่ม “ผู้มีบารมีทางความคิด“ เหล่านี้ พูดถึงสินค้าหรือแบรนด์ในแง่ดี ก็ถือว่าบริษัทโชคดี</p>
<p>แต่ถ้าพูดเหมือนกันหลายๆคน ในแง่ที่เป็นลบ</p>
<p>อาจจะส่งผลกระทบอย่างมากกับยอดขายสินค้าได้</p>
<p>ยิ่งในยุค “Social Media” แล้ว Influencer เหล่านี้ สามารถแสดงความคิดเห็นต่อสินค้าและบริการใดๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว</p>
<p>และพร้อมที่จะมีคนบอกต่อๆกันไปอีก เป็นพัน เป็นหมื่น หรือเป็นแสน</p>
<p>Influencer เหล่านี้ จึงเป็นเป้าหมายในการทำตลาดของบรรดาบริษัทต่างๆ</p>
<p>เพราะต้องการสร้างอิทธิพลให้เกิดกับกลุ่มเป้าหมาย และสร้างการบอกต่อ (Viral Marketing)</p>
<ol>
<li><strong>Longtail People และ เผ่า (Tribe) บนโลก Social Network</strong></li>
</ol>
<p>“People” ในสังคมออนไลน์ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “Longtail People”</p>
<p>เพราะสังคมออนไลน์มีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วย คนที่หลากหลาย</p>
<p>ทั้งอายุ อาชีพ รสนิยม ความชอบ</p>
<p>ผู้คนทั้งหลาย เมื่อเข้ามาอยู่ในสังคมออนไลน์ ไม่นานก็จะต้องมีกลุ่ม อยู่ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลพัฒนาขึ้นไป</p>
<p>เผ่า<br />
หรือ “Tribe” เป็นสิ่งที่ใช้บ่งบอกตัวตนว่าตัวเอง ชื่นชอบ สนใจอะไรเป็นพิเศษ</p>
<p>และสอดคล้องกับความต้องการหลักของมนุษย์ คือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม</p>
<p>เช่นเดียวกับการเกิดของ Twitter ในบ้านเรา</p>
<p>ระยะแรก มีคนเล่น ยังไม่มาก ความสัมพันธ์เป็นลักษณะการพูดคุยทั่วไป ใน Twitter</p>
<p>เมื่อพัฒนาไปซักระยะ มีคนจำนวนมากขึ้นเข้ามา เริ่มแสดงออกถึงความคิด ความเห็น ความสนใจที่คล้ายกัน</p>
<p>เริ่มมาจับกลุ่มรวมตัวกัน กลายเป็น “เผ่า“ เพื่อเคลื่อนไหน นัดหมาย ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน</p>
<p>ซึ่งโลกของ “Social Network” จะมีหลายๆเผ่าเป็นองค์ประกอบ</p>
<p>เปรียบเสมือนตลาด “Longtail” ที่จะมีคนเป็นกลุ่มเล็กๆ เต็มไปหมด</p>
<p>จากโลก ออนไลน์ เข้าสู่ Offline</p>
<p>การเกิดขึ้นของ “เผ่า” เป็นวิธีการที่น่าศึกษายิ่งสำหรับธุรกิจ</p>
<p>เพราะมันไม่ต่างอะไรกับ การสร้าง Brand Loyalty ให้เกิดขึ้น</p>
<p>จำนวนลูกค้าที่มี Loyalty ก็เทียบได้กับ จำนวนสมาชิกใน “เผ่า“</p>
<p>วิธีการสร้างเผ่าเป็นกรณีศึกษาสำหรับบริษัท ที่ต้องการเปลี่ยน Online Customer ให้เป็น Offline Customer</p>
<p>และในทางกลับกัน ก็สามารถเปลี่ยน Offline Customer ให้เป็น Online Customer ได้เช่นกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/6-marketing-trend-2010/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
