ลักษณะของ Keyword ชนิดต่างๆ ในกูเกิลแอดเิวิร์ด
สวัสดีครับวันนี้ผมจะมาพูดถึงลักษณะของคีเวิร์ดชนิดต่างๆ ที่ใช้งานในกูเกิลแอดเวิร์ดกันครับ โดยประโยชน์ของการที่ใช้ Keyword Matching Options อย่างเหมาะสมนั้น จะช่วยทำให้คุณลดค่าใช้จ่ายการโฆษณาและเพิ่ม ROI ให้แคมเปญโฆษณาของคุณ และแน่นอนว่า Quality Score (QS) ของคุณย่อมดีขึ้นแน่นอนครับ สำหรับบริการโฆษณากูเกิลแอดเวิร์ดนั้นมี Keyword Matching Options หลักๆ อยู่ 4 ประเภท ได้แก่ Broad Match, “Phrase Match”, [Exact Match] และ -Negative Keyword โดยการเลือกใช้ Keyword Matching Options แต่ละชนิดก็มีข้อได้เปรียบและข้อจำกัดในการใช้งานที่แตกต่างกันไป ซึ่งผู้ใช้อย่างพวกเราจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดและนำมาปรับใช้ให้เข้ากับกลยุทธ์ที่เราวางแผนไว้ในการทำโฆษณาผ่านกูเกิลแอดเวิร์ดกันนะครับ เพื่อประสิทธิผลทางการโฆษณาที่ดีต่อธุรกิจของพวกเราเอง คราวนี้เรามาทำความรู้จัก Keyword Matching Options ทั้ง 4 ประเภทกันเลยครับ
1. Broad Match
Keyword ในประเภทนี้เป็นค่าพื้นฐานของ Keyword ในการใช้งานโฆษณากูเกิลแอดเวิร์ด ถ้าคุณเลือกใช้ Keyword ประเภทนี้ โฆษณาของคุณจะถูกเห็นมากที่สุดแต่ผู้ใช้งานอินเตอร์เนตที่เห็นโฆษณาของคุณอาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของคุณเพราะหลักการทำงานของ Keyword ประเภทนี้จะมีลักษณะการทำงานดังนี้ เช่น คีเวิร์ดของคุณคือ Bangkok Restaurant โฆษณาของคุณจะถูกแสดงเมื่อมีคนเซิร์สค้นหาด้วยคำว่า Bangkok Restaurant, Bangkok, Restaurant, Bangkok Hotel, Paris Restaurant, Bangkok Italian Restaurant จากตัวอย่างจะเห็นว่าทุกครั้งที่มีคนค้นหา ถ้าในคำค้นหามีคำว่า Bangkok หรือ Restaurant ประกอบในคำค้นหาเมื่อไร โฆษณาของคุณจะมีโอกาสที่จะแสดงออกมาด้วย ดังนั้นถ้าโฆษณาด้วยคีย์เวิร์ดประเภทนี้โฆษณาของคุณอาจจะถูกเห็นมากที่สุดแต่ผู้ใช้งานอินเตอร์เนตที่เห็นโฆษณาของคุณอาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของคุณ เพราะคนที่ค้นหาด้วยคำว่า Bangkok Hotel น่าจะเป็นคนที่กำ่ลังหาโรงแรมในกรุงเทพคงไม่ใช่คนที่จะมาหา ร้านอาหารในกรุงเทพ แน่ๆครับ ดังนั้นการใช้ Keyword Matching Options ประเภทนี้ต้องเลือกใช้ให้ดีนะครับ ข้อดีหรือข้อได้เปรียบของคีย์เวิร์ดประเภทนี้ก็คือ ช่วยคุณประหยัดเวลาในการทำแคมเปญโฆษณา ไม่ต้องใส่อะไรกำกับเพิ่มลงไปในคีย์เวิร์ดและคีย์ฺเวิร์ดประเภทนี้ก็ทำให้โฆษณาของคุณถูกพบเห็นมาก (Impression สูง) ข้อเสียหรือข้อจำกัดของคีย์เวิร์ดประเภทนี้ก็คือ บางครั้งโฆษณาของคุณแสดงไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งส่งผลให้อัตราการคลิกเข้าชมโฆษณาของคุณน้อยลง (CTR ต่ำ) และก็ส่งผลให้ Quality Score ไม่ดี และถึงแม้ว่าจะมีคนคลิกโฆษณาของคุณเข้ามาดูแต่ถ้าเค้าไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของคุณแล้วเค้าย่อมไม่สนใจสินค้าหรือบริการของคุณแน่นอนนั่นหมายความว่า Conversion Rate ของแคมเปญโฆษณาของคุณนั้นก็น้อยลงไป
2. Phrase Match
การเลือกใช้คีเวิร์ดประเภทนี้คุณต้องใส่เครื่องหมาย “คำพูด” คลุมคีย์เวิร์ดที่คุณใช้ โฆษณาของคุณจะแสดงต่อเมื่อมีคนค้นหาด้วยวลีหรือกลุ่มคำที่อยู่ใีนเครื่องหมายคำพูดเท่านั้น เช่น คีเวิร์ดของคุณคือ “Bangkok Hotel” โฆษณาของคุณจะถูกแสดงเมื่อมีคนเซิร์สค้นหาด้วยคำว่า Bangkok Hotel, Cheap Bangkok Hotel, Bangkok Hotel With Restaurant แต่จะไม่ถูกแสดงถ้ามีคนค้นหาด้วยคำว่า Hotel Bangkok, Bangkok Boutique Hotels, Landmark Hotel Bangkok จากตัวอย่างจะเห็นว่า ถ้ามีคนค้นหาด้วย คำค้นหาที่มีกลุ่มคำว่า “Bangkok Hotel” อยู่ด้วยโฆษณาจะถูกแสดงขึ้นมา โดยต้องเรียงลำดับก่อนหลังตามที่กำหนดไว้ถ้ามีการสลับคำเป็น Hotel Bangkok โฆษณาก็จะไม่แสดงขึ้นมา ข้อดีหรือข้อได้เปรียบของการใช้คีย์เวิร์ดประเภทนี้ก็คือ จะ่ช่วยทำให้โฆษณาของคุณตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้นทำให้ CTR, QS และ Conversion Rate ของคุณดีขึ้น ส่วนข้อเสียหรือข้อจำกัดของคีย์เวิร์ดประเภทนี้ก็คือ คนที่ค้นหาต้องค้นหาด้วยคำที่เรียงลำดับก่อนหลังอย่างถูกต้องดังตัวอย่างที่แสดงให้เห็น ถ้าสลับตำแหน่งของคำ โฆษณาก็จะไม่ถูกนำมาแสดง การเลือกใ้ช้คีย์เวิร์ดประเภทนี้สามารถทำได้โดยใส่เครื่องหมาย คำพูด” คลุมคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการนะครับ
3. Exact Match
การเลือกใช้คีเวิร์ดประเภทนี้คุณต้องใส่เครื่องหมาย [Keyword] คลุมคีย์เวิร์ดที่คุณใช้ โดยโฆษณาคุณจะแสดงต่อเมื่อมีคนค้นหาด้วย Keyword ที่คุณใช้โดยเฉพาะเท่านั้น เช่น คุณโฆษณาด้วยคำว่า [Bangkok Hotel] โฆษณาของคุณจะถูกแสดงต่อเมื่อมีคนค้นหาด้วยคำว่า Bangkok Hotel เท่านั้น และจะไม่แสดงโฆษณาถ้ามีคนค้นหาด้วยคำว่า Cheap Bangkok Hotel, Hotel Bangkok, Bangkok Boutique Hotels ในการใช้ Keyword Matching Options ประเภทนี้แม้ว่าโฆษณาของคุณจะได้รับการแสดงผลที่น้อย แต่กลุ่มคนที่เห็นโฆษณาของคุณนั้นมักจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของคุณ ข้อดีหรือข้อได้เปรียบของการใช้คีย์เวิร์ดประเภทนี้ก็คือ คนที่เห็นโฆษณาของคุณส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณและคลิกโฆษณาเข้ามาดูสินค้าหรือบริการของคุณรวมทั้งมีการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ ซึ่งการเลือกใช้คีิย์เวิร์ดประเภทนี้จะส่งผลให้โฆษณาของคุณมี CTR, QS และ Conversion Rate สูงมากกว่าคีย์เวิร์ดประเภทอื่นๆ
4. Negative Keyword
Keyword Matching Options ประเภทนี้ใช้สำหรับป้องกันไม่ให้โฆษณาของคุณไปแสดงในคำที่คุณไม่ต้องการ เช่น ธุรกิจโรงแรมของคุณเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว คุณอาจจะไม่ต้องการกลุ่มเป้าหมายที่กำลังมองหาโฆษณาโรงแรมราคาถูก ดังนั้นคุณอาจใช้ Negative Keyword เช่น -cheap, -low cost เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้โฆษณาของคุณไปแสดงเมื่อมีคนค้นหาด้วยคำว่า cheap bangkok hotel หรือ low cost bangkok hotel เป็นต้น ข้อดีหรือข้อได้เปรียบของคีย์เวิร์ดประเภทนี้ก็คือ ช่วยคุณกรองกลุ่มลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของคุณออกไปได้ ทำให้โฆษณาของคุณไม่ถูกแสดงอย่างไม่จำเป็นซึ่งส่งผลให้ Quality Score ของโฆษณาคุณไม่ดี แต่ก็มีข้อเสียหรือข้อจำกัดเช่นกัน โดยคีย์เวิร์ดประเภทนี้ต้องระมัดระวังในการใช้ เพราะบางครั้งอาจกรองกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังการซื้อสินค้าหรือบริการของคุณออกไปด้วย การใช้งานคีย์ประเภทนี้สามารถทำได้โดยเติมเครื่องหมาย – พร้อมกับคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการกรองออกลงไปในแคมเปญโฆษณาของคุณ เช่น -free, -used, -cheap เป็นต้น การใช้ Negative Keyword สามารถช่วยปรับปรุง CTR, QS และ Conversion Rate ให้ดียิ่งขึ้นและสามารถช่วยกรองกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เนตที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคุณ ซึ่งกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เนตเหล่านั้น อาจเป็นเพียง กลุ่มที่กำลังมองหาของฟรีในอินเตอร์เนต มองหาเว็บไซท์เพื่อดาวโหลดเกม เพลง โปรแกรม หรือหาข้อมูลในสิ่งที่พวกเขาสนใจเท่านั้น ถ้ามีโอกาสที่เหมาะสมในครั้งหน้าผมจะมาจำแนกการใช้งาน Negative Keyword เพื่อกรองกลุ่มผู้ใช้งานอินเตอร์เนตประเภทต่างๆออกไปให้เหลือเพียงแต่กลุ่มเป้าหมายของเราให้อ่านกันอีกทีนะครับ สำหรับวันนี้ในเรื่องของ Keyword Matching Options หวังว่าทุกท่านคงได้รับสาระความรู้กันเพิ่มขึ้นนะครับ ถ้ามีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติมพิมพ์ถามไว้ที่คอมเม้นท์ได้เลยนะครับ
jtset@getdollars
Did you enjoy this post? Why not leave a comment below and continue the conversation, or subscribe to my feed and get articles like this delivered automatically to your feed reader.








Comments
No comments yet.
Leave a comment