<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SL Click Biz &#187; Facebook</title>
	<atom:link href="http://www.slclickbiz.com/tag/facebook/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.slclickbiz.com</link>
	<description>บริการให้คำปรึกษาทางด้านการตลาดออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน Internet Marketing, Search Engine Marketing, Social Media Marketing ติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ 0865433840 : Internet Marketing Consultant by SL Click Biz</description>
	<lastBuildDate>Mon, 16 Jan 2012 04:41:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>Facebook เล็งขยายธุรกิจแข่ง Groupon</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/facebook-groupon/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/facebook-groupon/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Mar 2011 06:19:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Groupon]]></category>
		<category><![CDATA[กรุ๊ปออน]]></category>
		<category><![CDATA[ข่าวไอที]]></category>
		<category><![CDATA[เฟซบุ๊ค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=316</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยจำนวนสมาชิกผู้ใช้งาน Facebook อยู่เป็นประจำมากกว่า 500 ล้านรายทั่วโลก ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสที่จะทำธุรกิจกับผู้ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ โดยล่าสุด ทางบริษัทจะทดลองโปรแกรมการตลาดด้วยการให้ส่วนลดที่มากกว่า และข้อเสนอพิเศษสำหรับสินค้า และบิรการกับผู้ใช้ Facebook โดยในช่วงแรกจะเปิดให้บริการในรัฐแอตแลนต้า ซานฟรานซิสโก ซานดิเอโก ดัลลัสแอนด์ออสติน และเท็กซัส สำหรับ รูปแบบการให้บริการ Facebook จะรวบรวมข้อเสนอ (deals) ไว้บนเว็บไซต์ ร่วมกับเว็บไซต์ที่ให้บริการลดราคาเมื่อซื้อเป็นกลุ่ม (group discount provider) อย่าง Gilt City, Tipper, KGB Deal และ Zozi ซึ่งงานนี้เป็นการจับมือระหว่างยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook กับกลุ่มธุรกิจคู่แข่งที่เป็นรอง Groupon นั่นเอง โดยบริการใหม่ (ที่คล้าย Groupon) ของ Facebook นี้จะเป็นการต่อยอดจากบริการที่ให้ส่วนลดกับสมาชิก และราคาพิเศษ เมื่อพวกเขาเข้าไปเช็คอินด้วยบริการ Facebook Places ตามสถานที่ต่างๆ ที่เข้าร่วมโปรแกรมการตลาดนี้ ปัจจุบัน Facebook ได้เพิ่มขยายคุณสมบัติการทำงานของเว็บไซต์นอกเหนือจากการเป็นเครือข่าย และสื่อสังคม โดยล่าสุดทางบริษัทก็เพิ่งจะเปิดให้ผู้ใช้ Facebook สามารถเช่าภาพยนต์ดิจิตอลจาก Warner Bros [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยจำนวนสมาชิกผู้ใช้งาน Facebook อยู่เป็นประจำมากกว่า 500  ล้านรายทั่วโลก  ทำให้บริษัทเล็งเห็นโอกาสที่จะทำธุรกิจกับผู้ใช้ได้หลากหลายรูปแบบ  โดยล่าสุด ทางบริษัทจะทดลองโปรแกรมการตลาดด้วยการให้ส่วนลดที่มากกว่า  และข้อเสนอพิเศษสำหรับสินค้า และบิรการกับผู้ใช้ Facebook  โดยในช่วงแรกจะเปิดให้บริการในรัฐแอตแลนต้า ซานฟรานซิสโก ซานดิเอโก  ดัลลัสแอนด์ออสติน และเท็กซัส</p>
<div><img src="http://www.arip.co.th/images/news/facebook/1/facebook-test-daily-deal-service-Groupon-style-2.jpg" alt="" width="494" height="170" /></div>
<p>สำหรับ รูปแบบการให้บริการ Facebook จะรวบรวมข้อเสนอ (deals) ไว้บนเว็บไซต์  ร่วมกับเว็บไซต์ที่ให้บริการลดราคาเมื่อซื้อเป็นกลุ่ม (group discount  provider) อย่าง Gilt City, Tipper, KGB Deal และ Zozi  ซึ่งงานนี้เป็นการจับมือระหว่างยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook  กับกลุ่มธุรกิจคู่แข่งที่เป็นรอง Groupon นั่นเอง โดยบริการใหม่ (ที่คล้าย  Groupon) ของ Facebook นี้จะเป็นการต่อยอดจากบริการที่ให้ส่วนลดกับสมาชิก  และราคาพิเศษ เมื่อพวกเขาเข้าไปเช็คอินด้วยบริการ Facebook Places  ตามสถานที่ต่างๆ ที่เข้าร่วมโปรแกรมการตลาดนี้ ปัจจุบัน Facebook  ได้เพิ่มขยายคุณสมบัติการทำงานของเว็บไซต์นอกเหนือจากการเป็นเครือข่าย  และสื่อสังคม โดยล่าสุดทางบริษัทก็เพิ่งจะเปิดให้ผู้ใช้ Facebook  สามารถเช่าภาพยนต์ดิจิตอลจาก <strong>Warner Bros</strong> เพื่อรับชมทาง Facebook Pages เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/facebook-groupon/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Facebook Connect ถูกใช้แล้วมากกว่า 1 ล้านเวบไซต์</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/facebook-connect/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/facebook-connect/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2010 05:56:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[News]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media & E-Marketing]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=297</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา (ตามเวลาในประเทศสหรัฐอเมริกา) Facebook ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว Feature ที่ให้ผู้ใช้ Facebook สามารถดาว์นโหลดข้อมูลของตัวเองและสามารถสร้าง Groups เพื่อการแชร์ข้อมูลเฉพาะกลุ่มได้ นอกเหนือจากนั้นแล้ว Mark Zukerberg ยังมีการพูดถึง Facebook Connect ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่เวบไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกเชื่อมโยงกับ Facebook เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกสบายมากขึ้นในการลงทะเบียนและการตรวจวัดสถิติ ต่าง ๆ สถิติที่น่าสนใจที่ Mark Zukerberg ย้ำในงานแถลงข่าวคือ ณ วันนี้มีเวบไซต์ที่ใช้ Facebook Connect มากกว่า 1 ล้านเวบไซต์แล้ว (จากจำนวนเวบไซต์ทั่วโลกที่ประมาณ 123 ล้านเวบ) คงต้องดูกันต่อไปว่าจาก 1% ณ ปัจจุบันนั้น Facebook Connect จะขยายอาณาจักรของตัวเองออกไปได้อีกเท่าไร และในระยะเวลาเท่าไรกัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img title="facebook-connect" src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/10/facebook-connect.jpg" alt="" width="568" height="285" /></p>
<p>เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา (ตามเวลาในประเทศสหรัฐอเมริกา) Facebook  ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว Feature ที่ให้ผู้ใช้ Facebook  สามารถดาว์นโหลดข้อมูลของตัวเองและสามารถสร้าง Groups  เพื่อการแชร์ข้อมูลเฉพาะกลุ่มได้ นอกเหนือจากนั้นแล้ว Mark Zukerberg  ยังมีการพูดถึง Facebook Connect ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่เวบไซต์ต่าง ๆ  ทั่วโลกเชื่อมโยงกับ Facebook  เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความสะดวกสบายมากขึ้นในการลงทะเบียนและการตรวจวัดสถิติ ต่าง ๆ</p>
<p>สถิติที่น่าสนใจที่ Mark Zukerberg ย้ำในงานแถลงข่าวคือ ณ  วันนี้มีเวบไซต์ที่ใช้ Facebook Connect มากกว่า 1 ล้านเวบไซต์แล้ว  (จากจำนวนเวบไซต์ทั่วโลกที่ประมาณ 123 ล้านเวบ)</p>
<p>คงต้องดูกันต่อไปว่าจาก 1% ณ ปัจจุบันนั้น Facebook Connect จะขยายอาณาจักรของตัวเองออกไปได้อีกเท่าไร และในระยะเวลาเท่าไรกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/facebook-connect/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Facebook Profile : ถ้า Facebook เป็นประเทศ</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/facebook-profile/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/facebook-profile/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 27 Mar 2010 10:14:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook Profile]]></category>
		<category><![CDATA[Social Network]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=240</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อปีที่แล้ว สถิตของ Facebook บอกว่าถ้า Facebook เป็นประเทศ จะมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก…วันนี้ Facebook ขยับขึ้นมาอีก 1 อันดับแล้วเน้อ เป็นอันดับที่ 3 ของโลก (สงสัยเป็นเพราะ Farmville ปรากฏการณ์คนหันมาเริ่มสนใจการเกษตรมากขึ้น นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2004 Facebook ก็โตขึ้นเรื่อยๆ และในสัปดาห์ของวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นเว็บไซต์ที่คนอเมริกันเข้ามากที่สุด (แซง Google ไปเฉยเลย!!) โดยที่สถิติจาก Hitwise แสดงให้เห็นว่าในอาทิตย์นั้น traffic บนโลกอินเตอร์เน็ตเป็นของ Facebook ซะ 7.07% ส่วน Google กินพื้นที่จราจรไป 7.03% ห่างกันหน่อยนึง แต่นั้นหมายความว่าสัดส่วนตลาดของ Facebook เพิ่มขึ้นถึง 185% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ส่วนของ Google ถือว่าเพิ่มขึ้นคิดเป็นเพียง 9%) ค่ะ ด้วยประชากรกว่า 400 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อปีที่แล้ว สถิตของ Facebook บอกว่าถ้า Facebook เป็นประเทศ จะมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก…วันนี้ Facebook ขยับขึ้นมาอีก 1 อันดับแล้วเน้อ เป็นอันดับที่ 3 ของโลก (สงสัยเป็นเพราะ Farmville ปรากฏการณ์คนหันมาเริ่มสนใจการเกษตรมากขึ้น</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro1.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2004 Facebook ก็โตขึ้นเรื่อยๆ และในสัปดาห์ของวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา กลายเป็นเว็บไซต์ที่คนอเมริกันเข้ามากที่สุด (แซง Google ไปเฉยเลย!!) โดยที่สถิติจาก Hitwise แสดงให้เห็นว่าในอาทิตย์นั้น traffic บนโลกอินเตอร์เน็ตเป็นของ Facebook ซะ 7.07% ส่วน Google กินพื้นที่จราจรไป 7.03% ห่างกันหน่อยนึง แต่นั้นหมายความว่าสัดส่วนตลาดของ Facebook เพิ่มขึ้นถึง 185% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (ส่วนของ Google ถือว่าเพิ่มขึ้นคิดเป็นเพียง 9%) ค่ะ</p>
<p>ด้วยประชากรกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก แถมยังเป็นจำนวนที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย ถ้า Facebook เป็นประเทศ ก็จะถือว่ามีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลกต่อจากจีน (1.33 พันล้านคน) และอินเดีย (1.17 พันล้านคน) ค่ะ</p>
<p>แล้วถ้า Facebook ถูกเสนอชื่อเป็นประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ profile ของ Facebook จะเป็นยังไง ลองมาดูกันเล่นๆ ค่ะ (อันนี้ขำๆ เน้อ อย่าซีเรียส) :p</p>
<p>GDP Per Capita (รายได้ประชากรต่อหัว)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro2.png" border="0" alt="" /></p>
<p>จากการคาดการณ์แล้ว ปีนี้ Facebook น่าจะมีรายได้ประมาณ 1 – 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งยังห่างจาก Google อีกเยอะ (ปีที่แล้ว Google มีรายได้ถึง 23.6 พันล้านเหรียญ) ถ้า Facebook เป็นประเทศ รายได้มวลรวมก็จะอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านเหรียญ ส่วนประชากรอยู่ที่ 400 ล้านคน นั่นก็หมายความว่ารายได้ต่อหัวของประชากร Facebook จะอยู่ที่ประมาณ 2.50 เหรียญเท่านั้นค่ะ น้อยกว่าประเทศซิมบับเวย์ (GDP per capita = $100) ดังนั้นถ้า Facebook เป็นประเทศ ตำแหน่งประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรที่ต่ำที่สุดในโลกก็จะตกเป็นของ Facebook อย่างไม่มีข้อแม้ :p</p>
<p>Land Area พื้นที่ภูมิศาสตร์</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro3.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>จากบทความของ Data Center Knowledge ปรากฏว่า ณ เดือนตุลาคมปีที่แล้ว Facebook มีเครื่อง Server ทำงานอยู่ประมาณ 30,000 เครื่อง (ตัวเลขจาก Jeff Rothschild ซึ่งเป็น VP technology ของ Facebook) ซึ่งตัวเลขนี้น่าจะเพิ่มขึ้นแล้ว</p>
<p>ทีนี้พอมาเทียบเป็นพื้นที่ภูมิศาสตร์ ความหนาแน่นประชากรของสหรัฐฯ อยู่ที่ 308 ล้านคน หารด้วยพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกม. เท่ากับความหนาแน่นประชากร 32.1 คนต่อตารางกม. (หรือ 82.9 คนต่อตารางไมล์) เพราะฉะนั้นถ้า Facebook เป็นประเทศ จะต้องมีพื้นที่ทั้งหมด 12.5 ล้านตารางกม. หรือเท่ากับ 3/4 ของพื้นที่รวมของประเทศรัสเซียค่ะ</p>
<p>Number of Births In Every Second (อัตราการเกิด)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro4.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>จากการคำนวณว่า Facebook อาจจะมีผู้ใช้ 1 พันล้านคนภายในปี 2012 Facebook ใช้เวลา 77 วัน ในการเพิ่มประชากรจาก 300 ล้านคนเป็น 350 ล้านคน (1 ธันวา 2009) ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาเป็นอัตราการเกิด 50 ล้านคน หารด้วย 77 วัน ก็จะได้อัตราการเกิดที่ 649,350 คนต่อวัน นั่นหมายความว่าใน 1 วัน จะมีคนสมัครเป็นสมาชิก Facebook วันละประมาณ 650,000 คน หรือประมาณ 7.5 คนต่อวินาทีค่ะ</p>
<p>และถ้า Facebook เป็นประเทศจริงๆ ตัวเลขอัตราการเกิดต่อวินาทีนี้มากกว่าคู่แข่งเยอะเลยค่ะ — อินเดียมีอัตราการเกิด 1 คนต่อ 1.2 วินาที และจีน 1 คนต่อ 1.7 วินาที เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าประชากรใน Facebook อาจยังไม่รู้จักการคุมกำเนิด :p</p>
<p>Language (ภาษา)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro5.png" border="0" alt="" /></p>
<p>Facebook ให้บริการในกว่า 70 ภาษา ซึ่งเทียบไม่เท่ากับ List 20 อันดับประเทศที่ใช้ภาษามากที่สุดในโลก เลยค่ะ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าปาปัวนิวกินีมีภาษาที่ใช้มากกว่า 820 ภาษา!! ตามมาด้วยอินโดนีเซียด้วย 742 ภาษา และไนจีเรียด้วย 516 ภาษาค่ะ</p>
<p>The Working Population (ประชากรทำงาน)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042410_1539_FacebookPro6.jpg" border="0" alt="" /></p>
<p>ตอนนี้จำนวนนักคิด และนักพัฒนาแอพฯ ให้กับ Facebook มีกว่า 1 ล้านคนจากกว่า 180 ประเทศ เพราะฉะนั้นถ้า Facebook เป็นประเทศ ประชากรที่เป็นคนทำงานมีแค่ประมาณ 0.25% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แล้วอีก 99.75% ที่เหลืออ่ะ ตกงานได้อีก …. ถ้างั้น Facebook ก็เป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานที่มากที่สุดในโลก เพราะเก็บผักกันอย่างพอเพียง</p>
<p>ที่มา : TechXav</p>
<p>Blog: mashingup.wordpress.com ค่ะ ^^</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/facebook-profile/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Inbound Marketing</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/inbound-marketing/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/inbound-marketing/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Jan 2010 10:30:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Inbound Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[Social Media Marketing]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Blog]]></category>
		<category><![CDATA[LinkedIn]]></category>
		<category><![CDATA[Microblog]]></category>
		<category><![CDATA[Social Networking]]></category>
		<category><![CDATA[Twitter]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=245</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงหยุดยาวพักผ่อนหลายๆวัน ผมได้มีโอกาสหยิบหนังสือที่ติดอันดับขายดีระดับ Top 10 บน Amazon.com ในหมวดหมู่ของ “Marketing &#38; Sales” ชื่อว่า “Inbound Marketing” มาอ่าน เพื่อหาแง่มุมที่น่าสนใจในแวดวงการตลาด “Inbound Marketing” เป็นการหยิบยก “Social Media” เพื่อ นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการนำเสนอภาพของการตลาดในอีกแง่มุมหนึ่ง ในเชิงของการเปรียบเทียบรูปแบบการตลาดแบบเดิมๆ ที่นักการตลาดส่วนใหญ่คุ้นเคย คือ “Outbound Marketing” หรือที่รู้จักกันดีว่า “Push Marketing” สิ่งที่นักการตลาดส่วนใหญ่จะคุ้นเคย ทั้งในเชิงของสื่อสารการตลาด (Marketing Communication) และ การขาย (Sales) คือ “Outbound Marketing” วิธีการส่งข้อความโฆษณาขายสินค้าหลายๆรูปแบบ ผ่านช่องทางการสื่อสารเดิม (Traditional Media) ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ หรือการจัดงานอีเวนท์ จากนักการตลาด “ออกไปสู่“ กลุ่มเป้าหมาย เพื่อหวังจะสร้างยอดขายให้เพิ่มสูงขึ้น วิธีการเหล่านี้ ไม่ได้รับประกันความสำเร็จในปัจจุบัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงหยุดยาวพักผ่อนหลายๆวัน ผมได้มีโอกาสหยิบหนังสือที่ติดอันดับขายดีระดับ Top 10  บน Amazon.com ในหมวดหมู่ของ “Marketing &amp; Sales” ชื่อว่า “Inbound Marketing” มาอ่าน เพื่อหาแง่มุมที่น่าสนใจในแวดวงการตลาด</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042010_1708_InboundMark11.png" alt="" /></p>
<p>“Inbound Marketing” เป็นการหยิบยก “Social Media” เพื่อ นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการนำเสนอภาพของการตลาดในอีกแง่มุมหนึ่ง ในเชิงของการเปรียบเทียบรูปแบบการตลาดแบบเดิมๆ ที่นักการตลาดส่วนใหญ่คุ้นเคย คือ “Outbound Marketing” หรือที่รู้จักกันดีว่า “Push Marketing”</p>
<p>สิ่งที่นักการตลาดส่วนใหญ่จะคุ้นเคย ทั้งในเชิงของสื่อสารการตลาด (Marketing Communication) และ การขาย (Sales) คือ “Outbound Marketing”</p>
<p>วิธีการส่งข้อความโฆษณาขายสินค้าหลายๆรูปแบบ ผ่านช่องทางการสื่อสารเดิม (Traditional Media) ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ หรือการจัดงานอีเวนท์ จากนักการตลาด “ออกไปสู่“ กลุ่มเป้าหมาย เพื่อหวังจะสร้างยอดขายให้เพิ่มสูงขึ้น</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042010_1708_InboundMark21.png" alt="" /></p>
<p>วิธีการเหล่านี้ ไม่ได้รับประกันความสำเร็จในปัจจุบัน เฉกเช่นที่เคยสำเร็จมา ในยุคที่ Mass Media เรืองอำนาจ</p>
<p>เพราะในยุค “Social Media Era” ผู้ คนมีสื่อให้เสพ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์เนื้อหาเฉพาะด้านต่างๆ เว็บพอร์ทัล เว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือกระทั่งบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน</p>
<p>การสื่อสารผ่านช่องทางเดิม อาจจะไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเดิมๆได้ อีกต่อไป</p>
<p>มีข้อมูลจากรายงานของ Nielsen ระบุว่า ใน 1 วัน ชาวอเมริกันจะได้รับรู้ข้อความโฆษณากว่า 1,600 ข้อความ จากทุกๆสื่อ</p>
<p>ถ้าจะอ่านโฆษณาทั้งหมดที่ลงในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน จะต้องใช้เวลาติดต่อกันถึง 50 นาที</p>
<p>ข้อความโฆษณานิตยสารต้องใช้เวลาอีก ครึ่งชั่วโมง ถึงจะอ่านหมด</p>
<p>จึง ไม่มีใครบอกได้ว่า โฆษณาที่นักการตลาด วางแผนปูพรมยิงออกอากาศทางโทรทัศน์ จะมีคนได้เห็นซักกี่คน เพราะรีโมททีวี ทำให้การเปลี่ยนช่องหนีโฆษณา ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ</p>
<p>โฆษณา ในสื่อสิ่งพิมพ์ ก็ถูกเพิกเฉยมากขึ้น เมื่อเวลาคนเราน้อยลงในแต่ละวัน ต้องทำอะไรหลายอย่างมากขึ้น จึงมักอ่านในสิ่งที่ตัวเองมองหาเท่านั้น</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042010_1708_InboundMark31.png" alt="" /></p>
<p>และในชีวิตประจำวันคนเรา ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ออกไปทำงาน จนกระทั่งกลับบ้าน เข้านอน</p>
<p>ทุกวงจรชีวิต ล้วนต้องบริโภคข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นสาระหรือบันเทิง จำนวนมาก</p>
<p>อาจจะจำไม่ได้ทั้งหมดด้วยซ้ำ ว่าวันนี้ ตัวเองได้พบหรือได้เห็นอะไรมาบ้าง</p>
<p>ยิ่ง นักการตลาด พยายามจะสื่อสารออกไปมากเท่าไหร่ ผู้บริโภคก็จะคิดว่าเป็นการยัดเยียดมากเท่านั้น จนนำไปสู่การเพิกเฉยได้ง่ายๆ เพราะกลายเป็น “SPAM” ในสายตาของผู้บริโภคเหล่านี้</p>
<p>ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำการตลาดแบบ Outbound เริ่มเสื่อมมนต์ขลัง จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และอาจจะกลายเป็น Interruption Marketing  ในไม่ช้า</p>
<p>“Inbound Marketing” จึงถูกนำมากล่าวถึง ในเชิงเปรียบเทียบ และถูกยกบทบาทให้โดดเด่นขึ้นไปอีกเมื่อเสริมเครื่องมืออันทรงพลังอย่าง “Social Media” เข้าไป</p>
<p>แทนที่จะ “สื่อออกไป” (Push) หากลุ่มเป้าหมายแบบเดิม และคาดหวังว่า สิ่งที่สื่อออกไปนั้น จะไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะเป็นลูกค้าของเราจริงๆ และจะทำให้เค้ามาสนใจในสินค้าของเราได้</p>
<p>ให้หันมาใช้วิธี “ดึง“<br />
(Pull) กลุ่มเป้าหมาย เข้ามาหาสินค้าของเราดีกว่า</p>
<p>เพราะยังไง ก็รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ มีโอกาสเป็นลูกค้าเราค่อนข้างสูง เพราะเค้าเข้าหาเราเอง</p>
<p>ในวันที่อินเตอร์เน็ต มีบทบาทสำคัญสูง จนเรียกได้ว่ามีอิทธิพลเหนือกว่าสื่อใดๆ เพราะโลกที่เปลี่ยนจาก Consumer 1.0<br />
(Consumer &amp; Producer) มาเป็น Consumer 2.0 (Prosumer)</p>
<p>ผู้บริโภค เลือกที่จะเชื่อและรับฟังกันเอง มากกว่าที่รับฟังจากสื่อใด สื่อหนึ่ง</p>
<p>อิทธิพล จาก ปัจเจกบุคคล สูงขึ้น จนกลายเป็น หนึ่งในกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันไปแล้ว</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042010_1708_InboundMark41.png" alt="" /></p>
<p>(Traditional Purchasing Decision Funnel, Source: Forrester)</p>
<p><img src="http://www.mkttwit.com/wp-content/uploads/2010/04/042010_1708_InboundMark51.png" alt="" /></p>
<p>(Social Media Purchasing Decision Funnel, Source: Forrester)</p>
<p>นี่คือ เหตุผลว่า ทำไม “Social Media” จึงทรงอิทธิพล ต่อ วงการการตลาด อย่างมากในปัจจุบัน</p>
<p>เมื่อสื่ออินเตอร์เน็ตและ “Social Media” กลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลทางความคิดของผู้คน “Inbound Marketing” จึงหยิบยกมาเป็นเครื่องมือ เพื่อ “ดึง“ ผู้บริโภคที่ใช้สื่อนี้ เข้ามาสู่ขั้นตอนการตัดสินใจซื้อขาย</p>
<p>นอกจากการใช้ “Social Media” เป็นอีกหนึ่ง Channel ในโปรโมทสินค้าและโฆษณา</p>
<p>ทำยังไง สินค้าและบริการของเรา จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ “Social Media”</p>
<p>ทำยังไง สินค้าและบริการของเรา จะถูกค้นพบ โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย</p>
<p>ในหนังสือ “Inbound Marketing” ได้รวบรวม วิธีการ ใช้เชิงปฏิบัติ</p>
<p>เจาะลงไปในสื่อ “Social Media” หลักๆ เป็นรายตัว</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็น Blog , Microblog อย่าง Twitter, Social Networking อย่าง Facebook<br />
,LinkedIn,</p>
<p>เว็บวิดีโอ YouTube , บริการ Bookmark อย่าง StumbleUpon , เว็บข่าวอย่าง Digg.com</p>
<p>รวมไปถึงรูปแบบของการทำ “Search Engine Optimization” (SEO) เพื่อให้สร้างอันดับการค้นหาสูงๆบน Search Engine ดังๆ</p>
<p>Tactic ทั้งหลาย ล้วนตอบโจทย์ “Get Found” ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการทำ “Inbound Marketing”</p>
<p>นอกจาก Tactic ในเชิงปฏิบัติแล้ว ยังเสริมความแน่น ด้วยการติดตาม วัดผล ว่าสิ่งที่ทำ ได้ประสิทธิภาพดีหรือไม่</p>
<p>ก่อนตบท้ายด้วยการ หา “The Right Person” มาทำ “Inbound Marketing”</p>
<p>“The Right Person” ที่ว่า จะต้องเป็นสายเลือด Digital มี Social Media อยู่ในจิตวิญญาณ</p>
<p>หนังสือเปรียบเทียบให้เห็น คน 2 ประเภท</p>
<p>“Digital Tourist” คือ คนที่ไม่ค่อยรู้จักโลกอินเตอร์เน็ตอย่างลึกซึ้ง เป็นเพียงผู้ใช้ธรรมดา เกิดมาในยุคอนาลอก</p>
<p>“Digital Citizen” คือ คนที่มีความเป็น Digital อยู่ในสายเลือด ใช้ชีวิตออนไลน์ในทุกลมหายใจเข้าออก มีความเข้าใจพฤติกรรมคนออนไลน์ด้วยกันเป็นอย่างดี</p>
<p>บริษัทไหน อยากประสบความสำเร็จในการทำ “Inbound Marketing” จะต้องเลือก “Digital Citizen” มาทำงานนี้โดยเฉพาะ เพราะไม่มีทางที่ “Digital Tourist” จะทำหน้าที่นี้ได้ดี</p>
<p>เปรียบเสมือน เครื่องมือเดียวกัน ถ้าไปอยู่ในมือของคน คนละประเภท ย่อมก่อให้เกิดผลลัพท์ที่แตกต่างกัน อย่างสิ้นเชิง</p>
<p>ของชิ้นเดียวกัน ถ้าไปตกอยู่ในมือของมนุษย์หิน อาจจะกลายเป็นแค่ก้อนหินก้อนใหญ่ เอาไว้ขว้างปาใส่คนอื่น</p>
<p>แต่ของชิ้นเดียวกัน ถ้าไปตกอยู่ในมือของผู้ที่ใช้มันเป็น อาจจะกลายเป็นระเบิดนิวเคลียร์ อำนาจทำลายล้างสูง</p>
<p>บริษัทไหน สามารถใช้ “Inbound Marketing” เป็นระเบิดนิวเคลียร์ได้ มีโอกาสชนะในสมรภูมิธุรกิจสูงยิ่ง</p>
<p>คุณล่ะ พร้อมหรือยัง ที่จะใช้มัน?</p>
<p>(บทความนี้ ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Positioning ประจำเดือนมกราคม 2553)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/inbound-marketing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ใช้ Facebook อย่างปลอดภัย</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/save-facebook/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/save-facebook/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 20 Oct 2009 08:50:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook Tips]]></category>
		<category><![CDATA[เสน่ห์ของ Facebook]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=209</guid>
		<description><![CDATA[นี่คือสิ่งที่คุณจะต้องรู้ก่อนเริ่มสานสัมพันธ์กับเพื่อนบนโลกออนไลน์ อย่าง Facebook เก็บเรื่องราวให้เป็นความลับ – ก่อนที่คุณจะเริ่มโพสต์เนื้อหาหรือรูปภาพต่างๆ อย่าลืมตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ระบุว่าใครบ้างที่สามารถเข้ามาดูอัลบั้มภาพถ่าย วิดีโอ โพรไฟล์ สถานะการอัพเดต และอีกสารพันข้อมูลเกี่ยวกับตัวของคุณได้บ้างคิดก่อนรับเป็นเพื่อน – การค้นหาว่าใครบ้างที่อยู่ในรายชื่อคอนแทกต์บนอีเมล์ของคุณกำลังใช้ Facebook อยู่ เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ก่อนที่จะรับคนเหล่านั้นให้เป็นเพื่อนกับคุณบน Facebook อย่าลืมพิจารณาให้รอบคอบด้วย ข่าวคราวเกี่ยวกับ Facebook ในช่วงที่ผ่านมามีมากมาย และหลายๆ เรื่องก็เกี่ยวกับเรื่องหลุดๆ ลับๆ ที่ไปโผล่อยู่บน Facebook อย่างล่าสุดมีกรณีที่ข้อมูลส่วนตัวของหัวหน้า MI6 (ต้นสังกัดของสายลับอย่างเจมส์ บอนด์) เกิดหลุดออกไปบนอินเทอร์เน็ตผ่าน Facebook อย่างไม่น่าให้อภัย เพราะทางการอังกฤษต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อปิดบังข้อมูลดังกล่าว แต่ภรรยาของหัวหน้า MI6 ที่ว่ากลับเผยแพร่ทั้งภาพและรายละเอียดส่วนตัวในที่สาธารณะซะงั้น เสน่ห์ ของ Facebook มีหลายอย่าง แน่นอนว่าการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเพื่อนฝูงที่รู้จัก ทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้แม้แต่บิลล์ เกตส์ แห่งไมโครซอฟท์ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันบน Facebook แม้ล่าสุดจะมีข่าวว่าเลิกเล่นไปแล้วก็ตาม เพราะโดนขอเป็นเพื่อนเยอะเกินจะรับไหว ว่าไปแล้วสิ่งที่หลายคนกลัวมาก ที่สุดก็คือ เรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรให้คนอื่นรู้ แต่กลับถูกเปิดเผยไว้บนวอลล์ของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-210" title="facebook" src="http://www.slclickbiz.com/wp-content/uploads/2009/11/facebook-300x113.jpg" alt="facebook" width="300" height="113" />นี่คือสิ่งที่คุณจะต้องรู้ก่อนเริ่มสานสัมพันธ์กับเพื่อนบนโลกออนไลน์ อย่าง Facebook เก็บเรื่องราวให้เป็นความลับ – ก่อนที่คุณจะเริ่มโพสต์เนื้อหาหรือรูปภาพต่างๆ อย่าลืมตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ระบุว่าใครบ้างที่สามารถเข้ามาดูอัลบั้มภาพถ่าย วิดีโอ โพรไฟล์ สถานะการอัพเดต และอีกสารพันข้อมูลเกี่ยวกับตัวของคุณได้บ้างคิดก่อนรับเป็นเพื่อน – การค้นหาว่าใครบ้างที่อยู่ในรายชื่อคอนแทกต์บนอีเมล์ของคุณกำลังใช้ Facebook อยู่ เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ก่อนที่จะรับคนเหล่านั้นให้เป็นเพื่อนกับคุณบน Facebook อย่าลืมพิจารณาให้รอบคอบด้วย</p>
<p>ข่าวคราวเกี่ยวกับ Facebook ในช่วงที่ผ่านมามีมากมาย และหลายๆ เรื่องก็เกี่ยวกับเรื่องหลุดๆ ลับๆ ที่ไปโผล่อยู่บน Facebook อย่างล่าสุดมีกรณีที่ข้อมูลส่วนตัวของหัวหน้า MI6 (ต้นสังกัดของสายลับอย่างเจมส์ บอนด์) เกิดหลุดออกไปบนอินเทอร์เน็ตผ่าน Facebook อย่างไม่น่าให้อภัย เพราะทางการอังกฤษต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อปิดบังข้อมูลดังกล่าว แต่ภรรยาของหัวหน้า MI6 ที่ว่ากลับเผยแพร่ทั้งภาพและรายละเอียดส่วนตัวในที่สาธารณะซะงั้น</p>
<p>เสน่ห์ ของ Facebook มีหลายอย่าง แน่นอนว่าการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเพื่อนฝูงที่รู้จัก ทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้แม้แต่บิลล์ เกตส์ แห่งไมโครซอฟท์ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวันบน Facebook แม้ล่าสุดจะมีข่าวว่าเลิกเล่นไปแล้วก็ตาม เพราะโดนขอเป็นเพื่อนเยอะเกินจะรับไหว</p>
<p>ว่าไปแล้วสิ่งที่หลายคนกลัวมาก ที่สุดก็คือ เรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรให้คนอื่นรู้ แต่กลับถูกเปิดเผยไว้บนวอลล์ของ Facebook ที่ทำให้ทุกคนที่คุณรู้จักได้ล่วงรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมไปด้วย ซึ่งถ้าคนที่คุณเป็นเพื่อนด้วยบน Facebook นั้นมีแต่เพื่อนสนิทจริงๆ นั่นก็คงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร แต่หลายครั้งเพื่อนเหล่านั้น — ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นเจ้านายบ้าง คู่ค้าทางธุรกิจบ้าง ลูกน้องบ้าง หรือแฟนเก่าบ้าง</p>
<p>รับรองว่าคุณต้องมี หลายๆ เรื่องที่ไม่อยากให้คนเหล่านี้ได้รับรู้แน่นอน ซึ่งหากไม่เตรียมการให้ดีๆ รับรองว่าการแก้ไขปัญหาทีหลังนั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย</p>
<p>ฉะนั้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงและภาพลักษณ์หน้าตาให้ต้องปกป้อง การเปิดโล่งบัญชี Facebook ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอย่างยิ่ง อย่าลืมว่า Facebook ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในด้านธุรกิจ อย่าลืมพิจารณาถึงสิ่งเหล่านี้ก่อนที่จะกระโจนเข้าใส่ Facebook แบบเต็มตัว:</p>
<ul>
<li>Facebook ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นโดยคนหนุ่มสาวเพื่อคนหนุ่มสาว ก่อนหน้านี้อีเมล์ที่จะสมัครเข้าไปเปิดบริการ Facebook ได้ต้องเป็นอีเมล์ที่ลงท้ายด้วย .edu ซึ่งก็คือ คนที่เรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ และแม้กฎเกณฑ์ดังกล่าวจะไม่ได้ถูกบังคับใช้แล้วในวันนี้ แต่ดีเอ็นเอของ Facebook ไม่เปลี่ยนแปลง เว็บไซต์ที่ออกแบบมาเพื่อให้หลายคนได้โอ้อวดวีรกรรมสมัยเรียน ไม่น่าจะช่วยให้ภาพพจน์ความเป็นมืออาชีพทางธุรกิจของคุณดูดีขึ้นแม้แต่น้อย</li>
<li>อิน เทอร์เฟซการใช้งานที่ดูยุ่งยาก เป็นผลมาจากแนวทางการออกแบบเพื่อผู้ใช้ซึ่งอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย มีเซนส์ในการเล่นวิดีโอเกม และก็ไม่ได้สนใจในเรื่องเกี่ยวกับประสิทธิภาพทางธุรกิจเลยแม้แต่น้อย ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่ายและแก้ไขได้ยากเมื่ออยู่บน Facebook ซึ่งต่างจากแอพพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในธุรกิจโดยเฉพาะ</li>
<li><strong><span style="color: #ff0000;">คุณไม่ สามารถคาดเดาหรือควบคุมได้เลยว่า จะมีใครที่ขอเข้ามาเป็นเพื่อนของคุณบ้างบน Facebook</span> </strong>จะ ตอบรับอย่างไรถ้าเจ้านายหรือลูกค้าของคุณขอเป็นเพื่อนบน Facebook ด้วย? จะปล่อยให้คนเหล่านั้นเข้ามาเห็นพฤติกรรมความร่าเริงแบบเกินตัวของคุณสมัย เรียนหรือที่ยังเป็นอยู่แม้แต่ในขณะนี้ หรือว่าจะกล้าปฏิเสธการขอเป็นเพื่อนดังกล่าว? นี่เป็นสถานการณ์ที่ชวนปวดหัวอย่างยิ่งสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการเล่น Facebook</li>
<li><span style="color: #ff0000;"><strong>Facebook มักปล่อยคุณสมบัติใหม่ๆ ให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกันโดยไม่มีประกาศแจ้งเตือนล่วงหน้า</strong></span> ไม่นานมานี้ก็เพิ่งจะมีคุณสมบัติที่ติดตามการชอปปิงของผู้ใช้แล้วเผยแพร่ให้ คนอื่นๆ ได้รู้กันทั่ว ซึ่งน่นอนว่าโดนประท้วงโดยผู้ใช้อย่างแรง และตามมาด้วยคดีความละเมิดสิทธิส่วนบุคคลต่างๆ มากมาย แต่รับรองว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราได้เห็นอะไรแบบนี้บน Facebook แน่นอน ความจริงต้องตั้งคำถามตั้งแต่แรกแล้วว่า Facebook เก็บบันทึกข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ของผู้ใช้ไปตั้งแต่แรกเพื่อจุดมุ่งหมายอะไร?</li>
<li><span style="color: #ff0000;"><strong>การ หลอกลวงทาง Facebook กำลังเริ่มระบาด มีกรณีที่ Facebook ของคนรู้จักโดนแฮก</strong></span> และมีการส่งข้อความหาเพื่อนหลายๆ คนทำนองว่าต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน และเริ่มมีการแช็ตกันจริงจังเพื่อเริ่มกระบวนการหลอกลวง ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้ระแวงอะไร มันก็เป็นเพียงแค่คำร้องขอจากเพื่อนคนหนึ่งที่คุณรู้จักและเต็มใจจะช่วย เหลือ แต่บางครั้งอาจเป็นเพียงแค่การอาศัยประโยชน์จาก Facebook โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย หากเจอกับสถานการณ์แบบนี้จริง ติดต่อกันโดยตรงดีที่สุด จะทางโทรศัพท์หรือจะนัดเจอกันก็ได้ หากใครพอจะได้เค้าลางว่ากำลังโดนหลอก แจ้งตำรวจเอาไว้ก่อนน่าจะดีที่สุด</li>
</ul>
<p>หรือ บางครั้งคุณอาจได้รับคำร้องขอเป็นเพื่อนผ่าน Facebook ที่ชักชวนให้ดาวน์โหลดโปรแกรมสำหรับเล่นไฟล์วิดีโอ ซึ่งโปรแกรมที่ว่านั้นแท้จริงก็คือ โปรแกรมอันตรายที่กำลังจะแอบแฝงตัวเข้ามาในคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งอาจจะมีการชักชวนทั้งผ่านทางอีเมล์หรือหน้าเว็บ และด้วยความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างกันบน Facebook ก็ทำให้หลายคนเผอเรอไม่ระมัดระวังในเรื่องนี้จนเกิดปัญหาขึ้นตามมาภายหลัง</p>
<p>แต่ อย่าเพิ่งหมดหวัง คุณสามารถใช้ Facebook อย่างปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง <span style="color: #ff0000;"><strong>วิจารณญาณที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ได้พอสมควร </strong></span>สำหรับ มือใหม่เพิ่งหัดใช้ ลองเข้าไปตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ที่ Privacy Settings จากเมนู Settings ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนรายละเอียดในการเผยแพร่ภาพถ่าย ข้อความ ข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลการทำงานได้ ซึ่งรวมไปถึงสิ่งที่สมาชิกคนอื่นๆ จะมองเห็นด้วย ฉะนั้นเจ้านายหรือแฟนเก่าของคุณถูกกำหนดให้เห็นข้อมูลที่แตกต่างออกไปบน Facebook ของคุณ อย่าลืมว่าการปล่อยให้คนทั่วไปที่ไม่รู้จักเห็นข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่ เกี่ยวกับคุณนั้น ไม่ใช่คำตอบที่ฉลาดซักเท่าไรนัก</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>อีกหนึ่งคุณสมบัติ ที่ต้องระวังก็คือ “Find Friends”</strong></span> ซึ่งยอมให้คุณกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของเว็บเมล์อย่าง Gmail หรือ Yahoo! Mail เพื่อดึงเอาข้อมูลรายชื่อคนที่คุณรู้จักมาใส่ไว้บน Facebook — อย่าลืมดูให้แน่ใจว่า รายชื่อเหล่านั้นไม่มีคนที่คุณติดต่อทางธุรกิจอยู่ด้วย เพราะนั่นอาจจะเสี่ยงต่อการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวที่ไม่เหมาะไม่ควรให้แก่คน เหล่านั้นได้ทราบ</p>
<p>ส่วนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวด้วยการจำกัดการใส่ แท็กชื่อของคุณเข้ากับรูปภาพต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ควรทำ เพราะบางครั้งคุณก็ไม่อยากให้คนอื่นๆ ได้เห็นภาพส่วนตัวบางอย่าง ที่โดนแท็กจากคนอื่นแต่ใส่เป็นชื่อของคุณเพื่ออ้างอิงมาที่ตัวคุณอย่าง ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม</p>
<p>ฉะนั้นก่อนจะเริ่มใช้ Facebook <span style="color: #ff0000;"><strong>อย่าลืมสละเวลาซักหนึ่งชั่วโมงเพื่อรีวิวการตั้งค่าต่างๆ เหล่านี้ตั้งแต่แรกเริ่ม</strong></span> การเปิดใช้บัญชี Facebook ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การตั้งค่าให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อไม่ให้เรื่องลับๆ ของคุณถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง อาจต้องใช้เวลาบ้างพอสมควร</p>
<p>ทางออกอีก ทางหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ <span style="color: #ff0000;"><strong>การจัดแบ่งกลุ่มความสัมพันธ์ให้ชัดเจน</strong></span> เช่น หากมีเพื่อนนักธุรกิจหรือลูกค้าที่ต้องการติดต่อกับคุณผ่านเว็บไซต์เครือ ข่ายสังคมออนไลน์ การหันไปใช้ LinkedIn หรือเว็บอื่นๆ ก็น่าจะดีกว่าการที่รวมเอาผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาไว้ภายใต้ Facebook แถมคุณยังมีข้ออ้างดีๆ ในการปฏิเสธการขอเป็นเพื่อนบน Facebook และชักชวนให้คนรู้จักทางธุรกิจหันไปคบค้าสมาคมกันบนเว็บอื่นที่เฉพาะทางมาก ขึ้นด้วย</p>
<p>ขอบคุณข้อมูล : http://www.arip.co.th/articles.php?id=407323</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/save-facebook/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มีอะไรใน facebook</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/what-in-facebook/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/what-in-facebook/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 02 Apr 2009 09:54:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไอเดียและข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[สีขาว]]></category>
		<category><![CDATA[โลโก้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=223</guid>
		<description><![CDATA[ดีไซน์หน้าตาของ facebook ดูเรียบง่ายด้วยพื้นสีขาว โลโก้และชื่อฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ สีน้ำเงิน แบ่งพื้นที่การใช้งานบนหน้าเว็บไซต์เป็น 3 ส่วน คล้ายๆ hi5 แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในรายละเอียด “ดีไซน์ของ facebook ดูสะอาดตากว่า hi5 และเหมาะกับการใช้งานแบบจริงๆ จังๆ ขณะที่ myspace ดูเป็นศิลปินเกินไป” อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ บอก ขณะที่อรรถวุฒิ เวศานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ Adapter บริษัทดิจิตอล มีเดีย บอกว่า “หลังจาก facebook เริ่มมีฟังก์ชันการใช้งานเป็นภาษาไทย และสามารถโพสต์ข้อความภาษาไทยได้ ก็จะมีการ Recruit กลุ่มใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น จากเริ่มแรกอยู่ที่กลุ่ม AB ซึ่งสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้” นอกจากนี้ ที่ชัดเจนคือผู้ใช้งาน hi5 มักจะสร้างความแตกต่างสร้าง Identity ของตัวเองผ่านทาง Skin หรือพื้นหลังของโปรไฟล์ ขณะที่ facebook พื้นหลังสีขาวดูเรียบง่าย ไม่เลอะ จึงโดนใจกลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-224" title="facebookmark" src="http://www.slclickbiz.com/wp-content/uploads/2010/01/facebookmark.jpg" alt="facebookmark" width="298" height="525" />ดีไซน์หน้าตาของ facebook ดูเรียบง่ายด้วยพื้นสีขาว โลโก้และชื่อฟังก์ชันการใช้งานต่างๆ สีน้ำเงิน แบ่งพื้นที่การใช้งานบนหน้าเว็บไซต์เป็น 3 ส่วน คล้ายๆ hi5 แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในรายละเอียด</p>
<p>“ดีไซน์ของ facebook ดูสะอาดตากว่า hi5 และเหมาะกับการใช้งานแบบจริงๆ จังๆ ขณะที่ myspace ดูเป็นศิลปินเกินไป” อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ บอก ขณะที่อรรถวุฒิ เวศานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ Adapter บริษัทดิจิตอล มีเดีย บอกว่า “หลังจาก facebook เริ่มมีฟังก์ชันการใช้งานเป็นภาษาไทย และสามารถโพสต์ข้อความภาษาไทยได้ ก็จะมีการ Recruit กลุ่มใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น จากเริ่มแรกอยู่ที่กลุ่ม AB ซึ่งสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้”</p>
<p>นอกจากนี้ ที่ชัดเจนคือผู้ใช้งาน hi5 มักจะสร้างความแตกต่างสร้าง Identity ของตัวเองผ่านทาง Skin หรือพื้นหลังของโปรไฟล์ ขณะที่ facebook พื้นหลังสีขาวดูเรียบง่าย ไม่เลอะ จึงโดนใจกลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย และ Young Adult มากกว่า</p>
<p>facebook มีดีไซน์ที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มาดูกันว่ามีอะไรในเลย์เอาต์ของ facebook</p>
<p>แถบแรกต่อจากโลโก้ จะเป็นฟังก์ชันหลัก แบ่งเป็น</p>
<p>หน้า แรก (Home) เป็นหน้าหลักที่รวบรวมความเคลื่อนไหวล่าสุดของเพื่อน โดยสามารถเลือกดูจากสิ่งที่เขาทำล่าสุดผ่าน ข่าวใหม่ (News) สถานะ (Status) รูปภาพ (Pics) ลิงค์ (Link) หรือจะดูเป็นภาพรวมผ่าน ข่าวทั้งหมด ในหน้านี้เป็นหน้ารวม Applications และสามารถค้นหาเพื่อนผ่านทาง Friend Finder ได้เช่นกัน ซึ่งที่นิยมคือการค้นหาเพื่อนในบัญชีอีเมลของเราเอง</p>
<p>ข้อมูล ส่วนตัว (Profile) แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน ด้านซ้ายสุดจะเป็นรูปโปรไฟล์ขนาด 2 x 1.5 นิ้ว (ใหญ่กว่า hi5 ซึ่งรปโปรไฟล์มีขนาดไม่ถึง 1 นิ้ว) ถัดลงไปด้านล่างเป็นข้อมูลส่วนตัว เช่น วันเกิด ต่อด้วยรายชื่อเพื่อนพร้อมภาพประกอบเล็กๆ จากนั้นเป็นลิงค์ที่เราโพสต์ไว้ ส่วนกลางของหน้า เป็นส่วนที่อนุญาตให้เราโพสต์สถานะ รูปภาพ ลิงค์ต่างๆ ได้ตลอดเวลา</p>
<p>และเราสามารถรับฟีดแบ็กจากเพื่อนในเรื่องนั้นๆ ได้ทันที ผ่านทาง แสดงความคิดเห็น-ชอบ-แชร์ (Comment-Like-Share) ผ่าน The wall</p>
<p>การสร้างสรรค์ให้เกิด Interactive ในหน้านี้อาจทำได้ด้วยการโพสต์เรื่องราวใหม่ๆ น่าตื่นเต้นของแบรนด์ในหน้านี้ได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p>นอกจากนี้เรายังสามารถเพิ่ม Applications ต่างๆ ที่ชื่นชอบไว้ในส่วนของข้อมูลส่วนตัวได้อีกด้วย</p>
<p>ส่วนด้านขวาสุด ตอนบนเป็นพื้นที่ของโฆษณาที่เป็นแบนเนอร์</p>
<p>ทั้งนี้หน้าข้อมูลส่วนตัวได้รับการ Redesign ใหม่เมื่อกลางปี 2551 ที่ผ่านมาให้ดูง่ายขึ้น ไม่รกตา</p>
<p>เพื่อน (Friend) แยกความเคลื่อนไหวของเพื่อนแต่ละคนโดยละเอียด และส่วนนี้มีการเก็บข้อมูลของหมายเลขโทรศัพท์ด้วย แต่ไม่ได้เป็นการบังคับแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังสามารถค้นหาเพื่อนๆ จากส่วนนี้ได้ด้วย</p>
<p>กล่องข้อความ (Inbox) จะเป็นข้อความที่ถูกฝากไว้จากเพื่อนๆ ผ่านทางข้อความที่สามารถแนบลิงค์ไปด้วยได้</p>
<p>ทั้ง นี้มุมขวาสุดของเลย์เอาต์ในทุกหน้าของ facebook จะเป็น facebook Chat ที่เปิดโอกาสให้เราแชตสดๆ กับเพื่อนในรายชื่อของเราซึ่งขณะนั้นใช้งาน facebook อยู่</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/what-in-facebook/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>facebook กำลังยึดครองชีวิตคุณ</title>
		<link>http://www.slclickbiz.com/facebook-your-life/</link>
		<comments>http://www.slclickbiz.com/facebook-your-life/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 01 Apr 2009 09:47:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ความรู้การตลาดออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[Facebook]]></category>
		<category><![CDATA[Mark Zuckerberg]]></category>
		<category><![CDATA[Obama]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.slclickbiz.com/?p=217</guid>
		<description><![CDATA[Obama ใช้ facebook จนชนะเลือกตั้ง Dell จะใช้ facebook รับสมัครงาน ระบบปฏิบัติการใหม่ของ Microsoft มีกลิ่นอายของ facebook ยอดสมาชิก facebook กำลังจะถึง 200 ล้านคน แต่ CEO Mark Zuckerberg กลับเจอโจทย์ใหม่ ทำอย่างไรให้ facebook มีกำไร Peter Lichtenstein จากนิวยอร์กไม่เคยสนใจ facebook หรือเว็บสังคมออนไลน์ (Social Network) ใดๆ เลย แค่เข้าร่วมเว็บที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของเขาก็เกินพอแล้ว แต่เมื่อเพื่อนคนหนึ่งเอารูปที่ไปเที่ยวเมืองไทยและอินเดียไปลงใน facebook และอนุญาตให้เฉพาะสมาชิก facebook เท่านั้น เข้าไปดูรูปได้ ด้วยเหตุผลว่า “ใครๆ ก็ใช้ facebook กันทั้งนั้น” ดังนั้นเอง facebook จึงได้สมาชิกใหม่ที่มีชื่อว่า Lichtenstein หมอจัดกระดูกและฝังเข็มวัย 57 ปี facebook ในขณะนี้มียอดสมาชิกถึง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-medium wp-image-221" title="google_facebook1" src="http://www.slclickbiz.com/wp-content/uploads/2009/04/google_facebook1-220x300.jpg" alt="google_facebook1" width="220" height="300" />Obama ใช้ facebook จนชนะเลือกตั้ง Dell จะใช้ facebook รับสมัครงาน ระบบปฏิบัติการใหม่ของ Microsoft มีกลิ่นอายของ facebook ยอดสมาชิก facebook กำลังจะถึง 200 ล้านคน แต่ CEO Mark Zuckerberg กลับเจอโจทย์ใหม่ ทำอย่างไรให้ facebook มีกำไร</p>
<p>Peter Lichtenstein จากนิวยอร์กไม่เคยสนใจ facebook หรือเว็บสังคมออนไลน์ (Social Network) ใดๆ เลย แค่เข้าร่วมเว็บที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของเขาก็เกินพอแล้ว แต่เมื่อเพื่อนคนหนึ่งเอารูปที่ไปเที่ยวเมืองไทยและอินเดียไปลงใน facebook และอนุญาตให้เฉพาะสมาชิก facebook เท่านั้น เข้าไปดูรูปได้ ด้วยเหตุผลว่า “ใครๆ ก็ใช้ facebook กันทั้งนั้น” ดังนั้นเอง facebook จึงได้สมาชิกใหม่ที่มีชื่อว่า Lichtenstein หมอจัดกระดูกและฝังเข็มวัย 57 ปี</p>
<p>facebook ในขณะนี้มียอดสมาชิกถึง 175 ล้านคนทั่วโลก และยังคุยว่า มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 5 ล้านคน ถ้าเป็นประเทศ facebook ก็ใหญ่เกือบเท่าบราซิล จำนวนผู้ใช้ facebook ยังแซงหน้ายอดผู้ชมการแข่งขัน Super Bowl XLIII ทางโทรทัศน์ ที่เพิ่งทำสถิติผู้ชมสูงสุดใหม่ที่ 152 ล้านคน ทำให้ facebook ดูเนื้อหอมอย่างยิ่ง ในยามที่เศรษฐกิจทั้งของสหรัฐฯ และทั่วโลกกำลังวิกฤต และธุรกิจต่างต้องตะเกียกตะกายเอาตัวรอด</p>
<p>ผู้ใช้ facebook ในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนหนุ่มสาวที่คล่องแคล่วเรื่องเทคโนโลยี คือกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยหรือหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงาน (อายุ 18-24 ปี) เท่านั้น แต่ในวันนี้ กลุ่มเป้าหมายแต่ดั้งเดิมของ facebook ข้างต้น มีสัดส่วนอยู่ไม่ถึง 1 ใน 4 ของผู้ใช้ facebook เท่านั้น ส่วนสมาชิกกลุ่มใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นเบื้องหลังที่แท้จริง ที่ดันยอดผู้ใช้ของ facebook จนพุ่งแตะระดับ 175 ล้านคน กลับกลายเป็นกลุ่มผู้ใหญ่อย่างเช่น Lichtenstein ซึ่งชีวิตนี้อาจไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่าตัวเองจะต้องเข้ามาเล่นเว็บที่ ครั้งหนึ่งเคยเห็นว่าเป็นเรื่องน่าขันหรือไร้สาระ</p>
<p>ความมหัศจรรย์ หนึ่งของ facebook คือ การที่คุณอาจถูกค้นพบโดยใครบางคนที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน ที่อยู่ดีๆ ก็ส่งรูปสวยๆ มาให้คุณดู ก่อนที่จะพบว่า ใครคนนั้นคือ “เพื่อนของเพื่อน” ของคุณอีกที ข้อมูลจาก ComScore ระบุว่า คุณสมบัตินี้ทำให้ผู้ใช้ติดหนึบอยู่กับ facebook และใช้เวลาอยู่ในเว็บนี้เฉลี่ยเดือนละ 169 ชั่วโมง เทียบกับ Google News ที่ผู้ใช้เฉลี่ยเดือนละ 13 นาที และเว็บ New York Times ที่มีผู้ใช้เฉลี่ยเดือนละ 10 นาทีเท่านั้น</p>
<p>อาการติดหนึบแบบนี้นั่น เอง คือสิ่งที่ Mark Zuckerberg CEO วัย 24 ของ facebook ตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ต้น เมื่อเขาคิดที่จะยกเอาความสัมพันธ์แบบที่เรามีในชีวิตจริง เข้ามาไว้ในโลกดิจิตอลด้วย ในชีวิตจริง เราอาจเจอเพื่อนโดยบังเอิญ แล้วก็นั่งคุยกันนานเป็นชั่วโมง หรือเราชอบเอารูปเก่าๆ มาเปิดดูกับพ่อแม่ญาติพี่น้อง ในชีวิตจริง เรายังชอบเป็นสมาชิกสโมสรหรือกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมดนี้ facebook ทำได้ทุกอย่างในรูปของดิจิตอล แม้กระทั่งการที่เรามีระดับความสัมพันธ์ที่หลากหลายในชีวิตจริง facebook ก็สามารถทำได้เช่นกัน ด้วยคุณสมบัติการควบคุมความเป็นส่วนตัว ซึ่งทำให้คุณสามารถจะอนุญาตให้คนอื่นๆ เห็นข้อมูลในหน้า facebook ของคุณได้ไม่เท่ากัน แล้วแต่ระดับความสัมพันธ์ที่คุณมีกับคนต่างกลุ่มเหมือนในชีวิตจริงของคุณ เช่น ข้อมูลที่คุณแบ่งปันกับเพื่อนสนิทย่อมต่างกับเพื่อนร่วมงาน สิ่งที่คุณคุยเล่นกับเพื่อน อาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับที่คุยกับพ่อแม่ญาติพี่น้อง</p>
<p>เป้าหมายสูง สุดของ Zuckerberg คือดันให้ facebook “เป็นมาตรฐานการสื่อสาร(และการตลาด)ของโลก” ที่ใช้กันทั่วไปจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนๆ กับที่เราใช้โทรศัพท์ แต่ดียิ่งไปกว่านั้นมากนัก เพราะนี่เป็น “โทรศัพท์” ที่สามารถสื่อสารสองทาง มีหลายมิติ และที่สำคัญ เป็นสิ่งที่ทุกคนจะขาดเสียไม่ได้ Zuckerberg ทำนายว่า Facebook ID ของสมาชิกทุกคน จะเป็นเหมือน “ประตู” ที่จะเปิดเข้าไปสู่ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกดิจิตอล Zuckerberg บอกว่า “เราคิดว่าถ้าสามารถสร้างสิ่งที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งคุณสามารถจะพิมพ์ชื่อใครลงไปก็ได้ แล้วค้นพบคนที่คุณกำลังหา และสื่อสารกับเขา นั่นคงจะเป็นระบบที่วิเศษ และมีคุณค่าควรแก่การสร้างอย่างแท้จริง”</p>
<p>แต่ “คุณค่า” ของ facebook เอง กลับยังเป็นหัวข้อถกเถียงกันอยู่ Microsoft ทุ่มเงิน 240 ล้านดอลลาร์ ลงทุนซื้อหุ้น 1.6% ใน facebook เมื่อปี 2007 ซึ่งแสดงว่า f</p>
<p>facebook มีค่าเท่ากับ 15,000 ล้านดอลลาร์ แต่ข้อมูลในเดือนมิถุนายน 2008 พบว่า facebook มีค่าเพียง 3.7 พันล้านดอลลาร์ (ตัว Zuckerberg มีหุ้นใน facebook ราว 20-30% ซึ่งหมายความว่า เขาเป็นมหาเศรษฐีพันล้านที่สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง ที่อายุน้อยที่สุดในโลก) ปัญหาที่ทำให้ยากจะประเมินค่าของ facebook ก็คือ ผลการดำเนินงานของ facebook ยังสวนทางกับยอดสมาชิกอย่างลิบลับ ในปีที่แล้ว facebook สร้างรายได้เพียง 280 ล้านดอลลาร์ และแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับบริษัทบอกว่า facebook ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนด้วยซ้ำ</p>
<p>ดูเหมือนว่าใครๆ ต่างก็ได้ใช้ประโยชน์จาก facebook กันแล้วทั้งนั้น ยกเว้นตัว facebook เอง พรรคเดโมแครตส์ในรัฐ Maine ใช้ facebook เป็นเครื่องมือเรียกประชุมและจัดการประชุมพรรคเป็นประจำ บริษัทบัญชีชื่อดัง Ernst &amp; Young ใช้ facebook เป็นเครื่องมือรับสมัครงาน และ Dell กำลังจะทำตาม ระบบปฏิบัติการใหม่ของ Microsoft มีลูกเล่นใหม่ๆ บางอย่างที่ดูคล้ายๆ ของ facebook</p>
<p>Zuckerberg รู้ดีว่า ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาชี้ชะตา ถ้า “ไม่เจ๋งก็ต้องเจ๊ง” ลูกเดียว สำหรับบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 5 ปีก่อน ในหอพักนักศึกษาของ Harvard เขาจะต้องคิดให้ออกว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถเพิ่มสมาชิกใหม่ให้มากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้ facebook ดึงดูดผู้ใช้ส่วนใหญ่ได้ โดยที่ไม่ทำให้กลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้ยุคแรกๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ facebook กลายเป็นเว็บยอดนิยม ต้องรู้สึกแปลกแยกไป (เว็บ myspace ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นต้นแบบของเว็บอภิมหาสังคมออนไลน์ ด้วยยอดรวมผู้ใช้ 130 ล้านคน เริ่มไม่มีการเติบโตแล้วในขณะนี้ และอาจจะลงเอยด้วยการเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นของคนฟังเพลงเท่านั้น)</p>
<p>นอก จากนี้ Zuckerberg ยังต้องพยายามสกัดคู่แข่งระดับยักษ์ใหญ่อย่าง Google ซึ่งกำลังมีแผนการใหญ่ที่จะสร้างผลกำไรจากเว็บ Social Network ของตัวเอง ทั้งยังต้องพยายามทำความฝันที่จะทำให้ facebook เปลี่ยนแปลงโลก กลายเป็นความจริงให้ได้ หลังจากที่เว็บ Social Network “รุ่นพี่ๆ” ทั้งหลายก่อนหน้านี้ ซึ่งต่างก็เคยชูตัวเองว่า จะเป็นมาตรฐานการสื่อสารที่ยิ่งใหญ่ของโลก พากันล้มเหลวไม่เป็นท่ามาแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง AOL และ Yahoo</p>
<p>เพื่อช่วยให้ facebook คิดหาวิธีสร้างผลกำไรให้ได้ จากยอดผู้ใช้จำนวนมหาศาลและจากชื่อเสียงที่สั่งสมมา Zuckerberg ระดมสรรพกำลังซึ่งล้วนเป็นมือเก่าโชกโชนเป็นการใหญ่ เขาดึง Sheryl Sandberg ซึ่งเคยสร้างโปรแกรม AdWords ที่ทำเงินให้แก่ Google มาเป็นผู้บริหารสูงสุดสายการปฏิบัติงาน Gideon Yu อดีตผู้บริหารสูงสุดสายการเงินของ YouTube มาดูแลสายการเงิน คณะกรรมการบริหารของ Zuckerberg เต็มไปด้วยมือเก๋าอย่างเช่น Don Graham จาก Washington Post และ Jim Breyer นักลงทุน Venture Capitalist รวมไปถึงอัจฉริยะด้านไฮเทคอย่าง Peter Thiel ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal กับ Marc Andressen ผู้ก่อตั้ง Netscape แม้แต่ตัว Zuckerberg เอง ยังเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากที่เคยใส่แต่เสื้อยืดกางเกงยีนส์มาผูกไท เพราะเขาบอกว่า “ปี 2009 นี้จะเป็นปีที่ซีเรียส”</p>
<p>บางคนอาจจะยังนึก ประมาทหน้า CEO วัยละอ่อนแห่ง facebook ผู้นี้ และนึกพิศวงอยู่ในใจว่า “เจ้าหนูมหัศจรรย์” คนนี้กำลังคิดอะไรของเขา ถึงได้มาพูดถึงเป้าหมายที่จะสร้างผลกำไร ในขณะที่บริษัทไฮเทคอื่นๆ เพียงแค่จะดิ้นรนไม่ให้ขาดทุนในยามนี้ ก็ยังยาก หลายคนที่เคยเป็นเจ้าหนูมหัศจรรย์อย่างเขามาก่อน ถ้าไม่โด่งดังจนกลายเป็นตำนานอย่าง Bill Gates ก็เปล่งประกายเพียงชั่วแวบแล้วอับแสงไปชั่วนิรันดร์</p>
<p>อย่างไรก็ตาม Zuckerberg นับเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทไฮเทคอายุน้อย ที่สามารถครองตำแหน่ง CEO ได้นานถึงขนาดนี้ และผลงานของเขาก็ไม่เลวเลย สามารถสร้างเว็บที่จุดกระแสความคลั่งไคล้ในหมู่ผู้ใช้เว็บกระแสหลักได้ แต่อย่าลืมว่า เมื่อก่อนใครต่อใครก็เคยหลงใหลได้ปลื้มที่ได้มีบัญชีของ AOL ไม่ต่างอะไรกับที่คนกำลังหลงใหลการมีบัญชี facebook ในตอนนี้ แต่สุดท้าย AOL ก็เสื่อมความนิยม ตอนนี้ความสนใจของทุกคนเปลี่ยนมาเป็น Zuckerberg แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อไปกับโอกาสที่ได้มานี้</p>
<p>ชีวิตจริงในโลกเสมือน<br />
Mark Zuckerberg โปรดปรานการสร้างสิ่งใหม่ๆ เสมอมา “เว็บที่ผมสร้างก่อน facebook เกือบทำให้ถูกไล่ออกจากโรงเรียน” Facemash เว็บที่เขาสร้างให้คนเข้าไปลงคะแนนโหวตรูปที่ชอบ ทำให้เขาถูกกรรมการโรงเรียนเรียกตัวไปสอบสวนถึงวิธีการที่ไปได้รูปมา “พอมาเริ่มทำ facebook พ่อแม่ก็ ประมาณว่า อย่าเชียวนะ ไม่เข็ดหรือไง ทำนองนั้น” แต่บรรดาเพื่อนๆ ทุกคนที่ Harvard รวมไปถึงเพื่อนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งหมด ที่จัดอยู่ใน Ivy League ด้วยกัน ต่างก็เฮละโลเข้าร่วมใน facebook เขาเลยเอาเงินที่เตรียมไว้สำหรับค่าเทอมทั้งหมดไปทุ่มให้กับเซิร์ฟเวอร์</p>
<p>ตั้งแต่ แรกแล้วที่ Zuckerberg ไม่เคยคิดจะทำ facebook ให้เป็นแค่ของเล่นออนไลน์ธรรมดาๆ อีกอันสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่เขาเรียก facebook ว่า “เว็บอรรถประโยชน์ทางสังคม” ซึ่งเขาอธิบายว่า หมายถึงว่าวันหนึ่งทุกคนจะสามารถใช้ facebook ในการค้นหาคนบนเว็บ หรือพูดง่ายๆ คือเหมือนเป็นสมุดโทรศัพท์ดิจิตอลของโลกอย่างแท้จริง และเขารู้ดีว่า ถ้าเว็บนี้ใช้ง่ายจนมีผู้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ คำว่า “ใครๆ ก็ใช้กันทั้งนั้น” บวกกับสิ่งที่เรียกว่า Network Effect จะกลายเป็นแรงกดดันให้ใครๆ ต้องหันมาใช้ facebook</p>
<p>นับตั้งแต่วัน ที่เขาเริ่มก่อตั้ง facebook จนถึงบัดนี้ Zuckerberg วัย 24 ได้รับเงินลงทุนแล้วมากกว่า 400 ล้านดอลลาร์จาก Venture Capital และได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมเศรษฐกิจโลก World Economic Forum ที่ Davos สวิตเซอร์แลนด์ กระทบไหล่ผู้นำระดับโลกทั้งการเมืองและเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง</p>
<p>มา ถึงวันนี้ Zuckerberg ย้ำว่า เขายังคงสนใจที่จะเชื่อมโลกทั้งโลกบน facebook อยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าวิสัยทัศน์แต่แรกเริ่มของเขาที่ต้องการให้ facebook เป็นเหมือนสมุดโทรศัพท์ดิจิตอลของโลกนั้น ได้ขยายไปไกลกว่านั้นแล้ว ตอนนี้ facebook กำลังกลายเป็นตัวโทรศัพท์เสียเอง ไม่ใช่แค่สมุดโทรศัพท์ แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือหลักที่คนทั่วโลกใช้ติดต่อสื่อสารกัน ทั้งเรื่องงานและความเพลิดเพลิน กลายเป็นศูนย์กลางจัดงานปาร์ตี้ เก็บรูป หางาน ดูหนัง ฟังเพลง และเล่นเกม ในที่สุดผู้คนจะพากันใช้ facebook ID ของตัวเอง เป็นเหมือนกุญแจไขเข้าไปสู่โลกออนไลน์ เข้าไปยังเว็บไซต์และบอร์ดสนทนาต่างๆ ที่ต้องการการยืนยันความเป็นบุคคลที่มีตัวตน สรุปคือ facebook จะกลายเป็นที่ที่คนจะใช้ชีวิตจริงๆ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของดิจิตอล ไม่ใช่แค่นามแฝงที่ไร้ตัวตน</p>
<p>เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสร้าง facebook ให้เป็นโลกที่คนใช้ชีวิตได้จริงๆ ในรูปแบบของดิจิตอล นอกจาก Zuckerberg จะดึงบรรดามือเก่าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชน อย่างเช่น Sandberg จาก Google แล้ว เขายังแวดล้อมตัวเองไปด้วยหนุ่มสาวไฟแรงอายุน้อยเช่นเดียวกับตัวเขา ซึ่งต้องการจะทำให้ facebook เปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิตและการทำงานของคนทั้งโลกเหมือนที่เขาคิด</p>
<p>อย่าง ไรก็ตาม บางครั้งเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของ Zuckerberg จะไปกันไม่ได้ กับเนื้อหาบางอย่างที่ผู้ใช้นิยมสร้างใน facebook อย่างเช่น การกลับมาของจดหมายลูกโซ่รูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า 25 Random Things ที่ให้เปิดเผยข้อมูลของตัวเอง 25 ข้อแล้วส่งต่อไปให้เพื่อน 25 คน ซึ่งจะต้องทำอย่างเดียวกัน เกมนี้มีคนเล่นกันมากถึง 37,500 ครั้งภายใน 2 สัปดาห์ ในขณะที่บางคนเห็นว่าเป็นแค่เรื่องเล่นๆ ไปวันๆ ที่ไร้สาระ</p>
<p>แม้ แต่กิจกรรมที่ดูเหมือนทำเล่นๆ ไร้สาระไปวันๆ ของผู้ใช้ facebook กลับทำให้ facebook มีค่ายิ่งในสายตาของนักการตลาด ที่กำลังเฝ้าติดตามความเป็นไปบน facebook อย่างไม่คลาดสายตา มันเหมือนกับได้ “แอบฟัง” โทรศัพท์ทุกสายที่คนคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลใดๆ ที่ผู้ใช้ facebook ใส่ลงไปบนหน้า facebook ของพวกเขา ทั้ง Wall Post, Status Update ไปจนถึงจดหมายลูกโซ่ 25 Random Things และรูปภาพต่างๆ บน facebook เท่ากับเป็นการบอกว่า พวกเขากำลังสนใจเรื่องอะไร กำลังทำอะไร หรือชอบซื้ออะไร ข้อมูลทุกอย่างที่คุณใส่ลงไปในหน้า facebook ส่วนตัวนี้ เรียกว่า “Feed” และเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ facebook แตกต่างไปจากเว็บ Social Network อื่นๆ ซึ่งทำให้บรรดาบริษัทต่างๆ ล้วนแต่กำลังจ้อง facebook ตาเป็นมัน</p>
<p>Stream<br />
ผู้ใช้ facebook ทุกคนจะมี Feed 2 ประเภท คือ Personal Feed ซึ่งจะอยู่ในหน้าประวัติส่วนตัวหรือ Profile Page ซึ่งเป็นหน้าสำหรับใส่รูปของคุณและรายการสิ่งที่คุณสนใจ ทุกครั้งที่คุณเข้าไปในหน้า facebook ของตัว และใส่ข้อมูล เขียนความเห็นหรือเอาวิดีโอมาลงไว้ ทุกอย่างที่คุณทำจะไปปรากฏใน Feed อันที่ 2 ใน facebook ของคุณด้วย ซึ่งเรียกว่า News Feed จะอยู่ที่หน้า Home Page ของคุณ หรือหน้าแรกที่คุณจะเห็นเมื่อเข้าไปใน facebook</p>
<p>News Feed นี้จะเก็บบันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำในหน้า facebook ของคุณ และยังคอยติดตามทุกสิ่งทุกอย่างที่เพื่อนๆ ทุกคนของคุณทำ บนหน้า facebook ของพวกเขาด้วย (และแจ้งเตือนให้เพื่อนๆ ของคุณรู้ทุกครั้งที่คุณเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน Personal Feed) เช่น ถ้าพี่ชายคุณตอบรับคำเชิญไปงานปาร์ตี้ คุณก็จะได้รู้ด้วย แม้ว่าตัวคุณเองจะไม่ได้รับเชิญก็ตาม และถ้าคุณเปลี่ยนรูปในหน้า facebook ของคุณ พี่ชายคุณก็จะรู้เช่นกัน (ถ้าคุณได้กำหนดค่าอนุญาตเอาไว้) Feed ก็เหมือนกับตัวเว็บ facebook คือ จะได้รับผลจากสิ่งที่เรียกว่า Network Effect กล่าวคือ ยิ่งคุณใส่ข้อมูลหรือทำสิ่งใหม่ๆ มากเท่าใด News Feed ของคุณก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น</p>
<p>Zuckerberg เรียกผลรวมของการกระทำทุกอย่างที่คุณทำบนหน้า facebook ของตัวเองว่า “Stream” ซึ่งเขากำลังให้ความสำคัญมากที่สุดในตอนนี้ ในขณะที่ Google จะ เสนอโฆษณาที่สอดคล้องกับสิ่งที่คุณกำลังค้นหาบนเน็ต แต่ facebook ให้คุณ “ดูแล” Feed ของคุณเองได้ ข้อมูลที่จะปรากฏขึ้นได้นั้น คุณสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง ด้วยการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว</p>
<p>นอก จากนี้ ปฏิกิริยาของคุณที่แสดงออกต่อข้อมูลแต่ละชิ้นบน facebook จะเท่ากับทำให้ระบบของ facebook ได้รับรู้ด้วย และจะบันทึกปฏิกิริยาของคุณเอาไว้ และถ้า facebook สังเกตพบว่า คุณใช้เวลามากๆ บนเว็บของดาราคนไหน ก็จะส่งข้อมูลเกี่ยวกับดาราคนนั้นมาเพิ่มให้อีก</p>
<p>ไม่ต้องสงสัยเลย ว่านักการตลาดจะตาเป็นมัน อยากเข้ามามีส่วนในการส่งข้อมูลในลักษณะนี้มากเพียงใด Narinder Singh ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Appirio ซึ่งช่วยบริษัทใหญ่ๆ อย่าง Dell และ Starbucks หาวิธีเหมาะๆ ในการติดต่อกับผู้ใช้เว็บชี้ว่า facebook ก็เหมือนกับห้องที่มีคนอยู่ตั้ง 150 ล้านคน นั่นเป็นจำนวนที่มากเกินกว่าที่คุณจะละเลยไม่เข้าไปในห้องนั้นได้</p>
<p>อย่าง ไรก็ตาม เป็นเพราะธุรกิจยังไม่ได้แทรกซึมเข้าไปใน facebook มากนัก ทำให้ผู้ใช้ facebook หลายคนไม่รู้สึกตัวว่ากำลังถูกธุรกิจจับตามองอย่างสนใจ หลายคนรู้สึกเป็นส่วนตัวในการใช้ facebook เพราะไม่ต้องถูกระดมเข้าใส่ด้วยโฆษณา จึงช่วยไม่ได้ที่ผู้ใช้หลายคน จะรู้สึกเหมือนถูกทรยศหรือไม่ชอบใจ หากเห็นโฆษณาโผล่เข้ามาใน Feed ของตัวเอง ระหว่างที่คุยเล่นกับเพื่อนๆ บน facebook ในปี 2007 facebook เคยถูกผู้ใช้ประท้วงอย่างรุนแรง หลังจากเริ่มนำ Feature ที่เรียกว่า Beacon มาใช้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้สมาชิกเห็นเว็บไซต์ที่เพื่อนๆ บน facebook เข้าไปเยือนได้ และมีการโชว์สินค้าที่อยู่บนเว็บขายของออนไลน์หรือ e-Commerce ด้วย ผู้ใช้ facebook คนหนึ่งถึงกับฟ้องศาลว่า facebook ละเมิดความเป็นส่วนตัว จน facebook ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ</p>
<p>บทเรียนดังกล่าวทำให้ facebook ต้องพยายามใช้วิธีที่แตกต่างออกไป Feature ใหม่ที่เรียกว่า facebook connect ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าไปในเว็บไซต์ของบริษัทต่างๆ โดยผ่านทางหน้า facebook ของพวกเขาเอง ระบบใหม่นี้ค่อนข้างสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Zuckerberg ที่อยากเห็นบัญชีผู้ใช้ facebook เป็นเหมือนกับบัตรประชาชนบนโลกออนไลน์ บรรดาธุรกิจก็สนใจ facebook connect มาก เพราะเมื่อผู้ใช้ facebook เข้าไปยังเว็บอื่นๆ ผ่าน facebook connect ระบบจะรายงานความเคลื่อนไหวนี้ ไปที่ News Feed ของเพื่อนๆ ทุกคนด้วย ทำให้คนอื่นๆ สนใจอยากเข้าไปในเว็บของบริษัทที่เพื่อนเข้าไปบ้าง โดยไม่รู้สึกว่าเป็นการถูกยัดเยียดโฆษณา การใช้ facebook connect ยังทำให้ง่ายกว่า ที่ผู้ใช้จะเชิญชวนเพื่อนๆ บน facebook ให้ลองเข้าไปในเว็บอื่นๆ<br />
Starbucks นำ facebook connect ไปใช้บนเว็บที่มีชื่อว่า Pledge5 ของตัวเอง เชิญชวนให้อุทิศเวลา 5 ชั่วโมงในการทำงานอาสาสมัคร เมื่อคุณเข้าไปในเว็บ Pledge5 นี้โดยผ่าน facebook จะปรากฏหน้าจอใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นหน้าจอที่ผสมระหว่าง facebook กับหน้า Home Page ของ Pledge5</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ขณะนี้องค์กรที่ใช้ facebook connect ส่วนใหญ่ ยังเป็นองค์กรด้านสังคม อย่างเช่น Pledge5 ของ Starbucks ดังกล่าว หรือสำนักข่าวอย่าง CNN ซึ่งเพียงแต่เชิญชวนให้ผู้ใช้เข้าไปคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่า ผู้ใช้ facebook จะมีปฏิกิริยาเหมือนเมื่อปี 2007 หรือไม่ ถ้าหากว่าเกิดมีบริษัทโบรกเกอร์เข้าไปเชิญชวนสมาชิก facebook ให้ชวนเพื่อนๆ ไปใช้บริการของบริษัท แม้ว่าผู้ใช้ facebook จะมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะปฏิเสธ เหมือนที่สามารถปฏิเสธไม่เล่นจดหมายลูกโซ่ 25 Random Things ได้ก็ตาม</p>
<p>Zuckerberg เองก็ยืนยันว่า จะไม่ใช้วิธียัดเยียดโฆษณาใน facebook และผู้ใช้สามารถควบคุมได้ว่า ต้องการจะเห็นหรือไม่เห็นโฆษณาอะไร ด้วยการกดปุ่มปฏิเสธ ซึ่งก็จะทำให้ระบบของเว็บ facebook รับรู้ความไม่พอใจของคุณไปพร้อมกันด้วย และโฆษณาที่คุณไม่ชอบก็จะหายไปในที่สุด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะไม่มีเวลาใดที่จะแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว สำหรับการเพิ่งจะเริ่มต้นคิดสร้างรายได้อย่างจริงจัง เพราะคาดกันว่าการเติบโตของโฆษณาบนเว็บในปีนี้ จะลดลงจาก 17.5% ในปีที่แล้ว เหลือเพียง 8.9% เท่านั้นในปีนี้ และเท่าที่ผ่านมา โฆษณาบนเว็บก็มักจะเทไปให้เว็บท่า (Portal) และเว็บใหญ่ๆ มากกว่าเว็บทดลองหรือเว็บ Social Network อย่าง facebook ซึ่งรายได้ก้อนใหญ่ที่สุดที่ facebook มีในขณะนี้ ยังคงมาจากข้อตกลงกับ Microsoft เมื่อปี 2006 ซึ่ง Microsoft ตกลงติดป้ายโฆษณาแบบ banner บน facebook และแบ่งรายได้กันระหว่าง Microsoft กับ facebook</p>
<p>แต่การ ขายโฆษณาแบบนี้บนเว็บอย่าง facebook และ Social Network อื่นๆ ไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะ Banner Ad สามารถสร้างรายได้เพียง 15 เซ็นต์ต่อการคลิก 1,000 ครั้ง (เทียบกับ 8 ดอลลาร์ต่อ 1,000 คลิก ในเว็บใหญ่ๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนอย่างเช่น Yahoo Auto)</p>
<p>Sandberg ยอมรับว่า facebook ยังต้องพยายามอีกมากในการหาโฆษณา ตอนนี้เธอให้ความสำคัญกับการหาโฆษณาที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ใช้ทำบน facebook และเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้และเพิ่มจำนวนโฆษณา</p>
<p>facebook เริ่มตั้งเป้าหมายอย่างจริงจัง ที่จะเพิ่มผู้ใช้ให้ได้ถึง 200 ล้านคน มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2008 ซึ่งเป็นเวลาที่ facebook เริ่มนำเครื่องมือแปลภาษามาใช้ เนื่องจากขณะนี้ผู้ใช้ facebook มากกว่า 70% อยู่นอกสหรัฐฯ และส่วนใหญ่ชอบอ่าน facebook ในภาษาของตัวเองมากกว่า</p>
<p>สิ่ง ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ คนอเมริกันที่มีอายุ กำลังค้นพบวิธีใช้ facebook แบบใหม่ที่น่าสนใจ อย่างเช่น Steve Ballmer CEO ของ Microsoft ใช้ facebook เพื่อคอยดูว่า ลูกๆ ของเขากำลังทำอะไรอยู่บน Internet ทำให้ตอนนี้กลุ่มผู้ใช้ facebook รายใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดคือ กลุ่มผู้หญิงที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 175% ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว (2008) facebook จึงถูกเยาะเย้ยว่า เมื่อบรรดาคุณย่าคุณยายแห่กันเข้าไปใน facebook ก็คงเป็นสัญญาณที่แสดงว่า ถึงคราวที่ facebook จะจบเห่แล้ว<br />
แต่ Zuckerberg กลับเห็นตรงกันข้าม การมีกลุ่มผู้ใช้ที่กว้างขวางและแตกต่างกันหลายกลุ่ม เป็นความต้องการของ Zuckerberg อยู่แล้ว เขาเชื่อว่า การได้กลุ่มผู้ใช้ที่มีอายุมากและมีนิสัยติดเว็บน้อยกว่า แสดงว่า เขาประสบความสำเร็จในการทำให้ facebook เป็นเว็บที่ใช้ง่าย เพราะ facebook คงไม่อาจจะกลายเป็นมาตรฐานการสื่อสารของโลกอย่างที่เขามุ่งมาดปรารถนาได้ ถ้าหากว่ามีแต่เพียงกลุ่มเด็กๆ ที่เก่งไฮเทคสามารถใช้ได้เท่านั้น อีกทั้ง facebook ยังไม่มีคู่แข่งที่น่ากลัวใดๆ ปรากฏขึ้นมา ที่จะสามารถแย่งเอากลุ่มผู้ใช้อายุน้อยๆ ไปจาก facebook ได้ในตอนนี้</p>
<p>อย่าง ไรก็ตาม facebook จะประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ถ้าใครยังจำ Instant Messenger ของ AOL ได้ ซึ่งเคยทำวัยรุ่นติดกันมาก และธุรกิจก็เริ่มใช้มันแทน e-mail แต่ AOL ไม่เคยสามารถหาวิธีทำเงินจากมันได้เลย และ facebook ก็อาจประสบชะตากรรมเดียวกัน แต่ดูเหมือนว่าทั้ง Zuckerberg และ Sandberg ต่างก็มิได้นำพา ว่าจะต้องรีบเร่งทำให้ facebook มีกำไรโดยเร็ว</p>
<p>Zuckerberg ยกเรื่องการหารายได้เป็นหน้าที่ของ Sandberg ซึ่งเสไปให้ความสำคัญกับการขยายสมาชิกมากกว่า แม้กระทั่งนายทุนของ Zuckerberg เอง ก็ดูเหมือนจะใจเย็นอยู่มาก Jim Breyer ซึ่งลงทุนใน facebook ด้วยเงินส่วนตัว 1 ล้านดอลลาร์ บวกกับอีก 12.7 ล้านดอลลาร์จาก Accel Partners กองทุน Venture Capital ยังบอกว่า การสร้างผลกำไรในตอนนี้ ยังเป็น “เป้าหมายรอง” สำหรับการเติบโตในขั้นนี้ของ facebook</p>
<p>ส่วน Microsoft ซึ่งค่อนข้างจะมีความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดกับ facebook เพราะเป็นทั้งเจ้าของ หุ้นส่วน และคู่แข่ง (ผ่าน Windows Live ซึ่งเป็น Social Network ของ Microsoft เอง) นับตั้งแต่ได้ซื้อหุ้นใน facebook แล้ว Microsoft ก็สร้าง Link ต่างๆ ที่เชื่อมระหว่าง facebook กับ Windows Live เมื่อผู้ใช้ใส่ข้อมูลหรือรูปลงบน facebook ข้อมูลเหล่านั้นก็จะไปปรากฏบนเว็บ Windows Live ด้วย</p>
<p>facebook ยังมีอิทธิพลต่อ Microsoft อีกอย่าง เมื่อระบบปฏิบัติการใหม่ของ Microsoft คือ OS 7 นั้น มีคุณสมบัติที่คล้ายกับถอดออกไปจาก facebook ทั้ง Feed ข่าว และข้อมูลที่คล้ายกับที่ปรากฏอยู่ใน News Feed ของ facebook เป็นไปได้หรือไม่ที่ Microsoft จะซื้อ facebook ในที่สุด เพราะต่างก็จะได้ประโยชน์ทั้งคู่ นายทุนของ facebook จะได้เงินคืนเสียที ส่วน Microsoft ซึ่งกำลังพยายามหาทางจะเสนอขายซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ผ่าน Internet ให้มากขึ้น ก็จะได้เป็นเจ้าของเว็บที่แข็งแกร่ง ซึ่งสามารถจะใช้เป็นฐานในการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของตัวเองได้</p>
<p>แต่ Zuckerberg ก็เหมือนกับเหล่าอดีตนักศึกษาคนดังของ Harvard ทั้งหลายที่เรียนไม่จบเพราะออกมาตั้งบริษัทไฮเทค เขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้างอาณาจักรธุรกิจ ที่สามารถจะเข้าถึงผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนบนโลกใบนี้ Zuckerberg ไม่สนใจจะขาย facebook ให้ Microsoft เพราะเขาต้องการจะเป็น Microsoft เสียเอง และด้วยการมี “เพื่อน” ถึง 175 ล้านคน เขาก็พร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นสร้างอาณาจักรนั้น**</p>
<p>เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปล/เรียบเรียง<br />
ฟอร์จูน 2 มีนาคม</p>
<p>การเติบโตของ facebook ใน 1 ปี</p>
<p>ยอดรวมจำนวนนาทีทั้งหมดที่ผู้ใช้อยู่ใน facebook ต่อวัน/ ก.พ. 2008 1.1 พันล้าน ก.พ.2009 มากกว่า 3 พันล้าน</p>
<p>จำนวนผู้ใช้ที่ Update ข้อมูลใน facebook ต่อวัน ก.พ. 2008 4 ล้าน ก.พ.2009 15 ล้าน</p>
<p>จำนวนผู้ใช้ที่กลายเป็นผู้อ่านประจำต่อวัน ก.พ. 2008250,000 ก.พ.2009 มากกว่า 3.5 ล้าน</p>
<p>จำนวนรูปที่ลงใน facebookต่อเดือน ก.พ. 2008250 ล้าน ก.พ.2009 มากกว่า 850 ล้าน</p>
<p>จำนวนเนื้อหาที่ลงใน facebookต่อเดือน ก.พ. 200813 ล้าน ก.พ.2009 มากกว่า 24 ล้าน</p>
<p>ที่มา: facebook</p>
<p>แข่งจับตลาดใหญ่<br />
facebook มียอดผู้ใช้รวมแตะ 150 ล้านคนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มาดูกันว่าเมื่อเทียบกับสินค้าสำคัญอื่นๆ จะเป็นอย่างไร</p>
<p>facebook<br />
ปีที่เริ่มเปิดตัว 2004<br />
ระยะเวลาที่สามารถทำยอดผู้ใช้ 5 ปี<br />
ปีที่ถึง 150 ล้าน หรือยอดขายได้ถึงระดับ 150 ล้าน 2009</p>
<p>iPod<br />
ปีที่เริ่มเปิดตัว 2001<br />
ระยะเวลาที่สามารถทำยอดผู้ใช้ 7 ปี<br />
ปีที่ถึง 150 ล้าน หรือยอดขายได้ถึงระดับ 150 ล้าน 2008</p>
<p>โทรศัพท์มือถือ<br />
ปีที่เริ่มเปิดตัว 1983<br />
ระยะเวลาที่สามารถทำยอดผู้ใช้ 14 ปี<br />
ปีที่ถึง 150 ล้าน หรือยอดขายได้ถึงระดับ 150 ล้าน 1997</p>
<p>โทรทัศน์<br />
ปีที่เริ่มเปิดตัว 1928<br />
ระยะเวลาที่สามารถทำยอดผู้ใช้ 38 ปี<br />
ปีที่ถึง 150 ล้าน หรือยอดขายได้ถึงระดับ 150 ล้าน 1966</p>
<p>โทรศัพท์<br />
ปีที่เริ่มเปิดตัว 1876<br />
ระยะเวลาที่สามารถทำยอดผู้ใช้ 89 ปี<br />
ปีที่ถึง 150 ล้าน หรือยอดขายได้ถึงระดับ 150 ล้าน 1965</p>
<p>ที่มา: Portfolio Researc, Positioning Magazine   มีนาคม 2552</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.slclickbiz.com/facebook-your-life/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

